The Outlanders ep0
จาก SuikoFriendWiki, สารานุกรมฟรี
--Shiryu 23:26, 26 มีนาคม 2009 (ICT)
"........"
".......นี่พวกเราอยู่ที่ไหนกันเนี่ย?" อุซโซรู้สึกตัวก็พบซุยโคแอสไลฟ์พยายามปลดเสื้อผ้าของเขาอยู่
"ดูนั่นสิพวกเรา" บิ๊กชี้ให้ทุกคนเห็นโลกลอยอยู่กลางอวกาศ
"โลกอยู่ใกล้ขนาดนี้ ถ้างั้นที่พวกเราอยู่นี่ก็....."
"ถูกต้องแล้ว มันคือท้องฟ้าจำลองไงล่ะ"
บิ๊กถูกอายะถีบกลิ้งลงไป "ดวงจันทร์! โมกุริใช้ golden passport ย้ายพวกเรามาที่ดวงจันทร์!!"
"ดวงจันทร์งั้นเหรอ? โมกุริจะย้ายพวกเรามาที่นี่ทำไม?"
แล้วโมกุริก็ปรากฏตัวขึ้น "เพื่อไม่ให้การต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นทำลายโลกซุยโคยูนิเวิร์สจนพินาศ"
"อะไรของแกฟะ?! พวกแกไม่ได้มาเพื่อทำลายโลกของเราเรอะ?"
"ทำลายสิ แต่ถ้ามันพังทลายไปมันก็จะย้อนกลับไปสู่ยุคของโลกใหม่ไม่รู้จบ สิ่งที่เราต้องการคือการทำลายจุดจบแห่งห้วงมิติลำดับที่สี่ เพื่อทำให้โลกนี้สาบสูญไปจาก wire world อย่างสมบูรณ์"
"ออกมาซะ Lunar Deluxe!" อายะเรียกอาวุธประจำตัวออกมาจากต่างมิติเป็นครั้งแรกพร้อมต่อสู้ตัดสินกับโมกุริ
"เธอไม่มีวันเอาชนะฉันได้หรอกอายะ Close the World สามารถฆ่าผู้เล่นทั้งหมดได้ในพริบตาโดยไม่มีร่องรอยของจิตสังหาร, ความทรงจำ หรือสำนึกปรากฏขึ้น ที่พวกเธอสู้กันมาได้จนถึงป่านนี้เพราะเธอเชื่อมต่อกับทุกคนไว้สินะ"
โมกุริจับแขนของอายะยกขึ้น ปรากฏข้อความ "กำจัดโมกุริ" กรีดอยู่บนแขน
"ธรรมดาหลังลบตัวตนออกไปแล้ว ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังสู้กับฉันอยู่ แล้วก็เป็นโอกาสให้ฉันฆ่าได้โดยไม่มีทางตอบโต้ คนพวกนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกฆ่าตายไปเรียบร้อยแล้ว เพราะงั้นเธอเลยเขียนข้อความไว้เตือนตัวเองตลอดเวลาสินะ แล้วเธอก็ส่งสำนึกรับรู้ไปยังทุกๆคนที่อยู่ในกลุ่มด้วยการเชื่อมต่อ ทำให้ไม่มีใครหลุดไปจากวงจรของการต่อสู้"
"ฮึ่ม..."
"ความสามารถของเธอคือ Authorization ที่ใช้สั่งการกับระบบของโลกนี้โดยตรงเพื่อสร้างเงื่อนไขใดๆก็ได้เท่าที่ทรัพยากรมีอยู่ แล้วเธอก็ใช้มันแบ่งพลังชีวิตของตัวเองให้กับเพื่อนทุกคนในกลุ่ม เพราะงั้นเลยไม่มีใครล้มลงไป หรือกระทั่งอุซโซที่โดนแบล็คเรนเล่นงานเมื่อครู่ก็ฟื้นจากอาการบาดเจ็บเกือบจะทันที"
พวกอุซโซเพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมศึกนี้พลังชีวิตของพวกตัวเองถึงมากมายมหาศาลนัก
"ถ้าเธอสู้กับฉันตัวต่อตัวก็อีกเรื่องนึง แต่ตอนนี้เธอต้องคอยประคับประคองให้ทุกคนมีชีวิตรอดจากการต่อสู้นี้ ทำแบบนั้นไม่มีทางชนะหรอกนะอายะ"
ซุยโคแอสไลฟ์โวยขึ้นมาทันที "จริงเหรอเนี่ยอายะ?! แอดมินอายะที่ข้ารู้จักไม่ได้งี่เง่าแบบนี้นะ! ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดก็คือเอาชนะโมกุริให้ได้ไม่ใช่เรอะ?!"
"......ต่อให้กำจัดโมกุริปกป้องโลกนี้ไว้ได้ แต่ถ้าคนที่ต่อสู้ด้วยกันมาจนถึงป่านนี้ตายหมดแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ...." อายะพูดเหมือนกับที่ซึคาสะเคยพูดให้ซุยโคแอสไลฟ์ฟังที่เอาท์แลนด์ทุกประการ "ฉันเคยคิดจะปล่อยให้ตัวเองดับสูญไปกับโลกเก่าที่แตกสลายนั่น แต่เธอเป็นคนที่มอบสิ่งที่เรียกว่าความหวังให้กับฉัน รวมทั้งทุกๆคนที่อยู่ที่นี่ รวมทั้งทุกๆคนที่ต่อสู้เพื่อโลกนี้จนต้องตายไป แล้วฉันก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวังอันนั้น....."
"เธออ่อนแอกว่าที่คิดนะอายะ" โมกุริหลบเข้ามิติอื่นไป หายออกไปจากระบบอีกครั้ง
"ยัยขี้ขลาดนั่นหนีไปอีกแล้ว!"
"ระวังไว้นะ! มันอาจจะโจมตีออกมาตอนไหนก็ไม่รู้!"
อายะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกประหลาด เธอได้ยินเสียงร่ายคาถาสะท้อนก้องไปมาจากท้องฟ้าลงมายังผืนดิน จากมิติที่ 4 สะท้อนไปยังมิติที่ 5 ที่ 6 ที่ 7... เสียงร่ายเวทสั่นพ้องกับคาบเวลาของห้วงมิติทำเอารู้สึกหนาวถึงกระดูก เมื่อรู้ว่ามันคืออะไรเธอก็หน้าซีดเหมือนตอนที่รู้ว่าซุยสามไปลง PS2
"มีอะไรเหรอ อายะ?"
"หนีไป.... ล็อกเอาท์ออกไปจากระบบซะ!"
"จะบ้าเหรอ อายะ ไม่มีช่วงให้เซฟแบบนี้ขืนล็อกเอาท์ออกไปก็ต้องไปเริ่มเล่นใหม่ตั้งแต่ตอนก่อนสู้กับอัลคาเชลนะ แบบนี้ไม่ต่างกับโดนเจี๋ยนเกมโอเวอร์หรอก" พออุซโซพูดเตือนคนอ่านว่านี่เป็นแค่เกมออนไลน์ อรรถรสก็ถูกทำลายไปอีก 80%
"ยังไงก็เกมโอเวอร์อยู่แล้ว! โมกุริกำลังร่ายจตุรบทแห่งการชำระล้าง! ไม่มีใครในโลกนี้รับคาถาที่แรงที่สุดเท่าที่มีมาใน wire world ได้หรอก!!"
"หา!!!!! O_o!!" ทุกคนตกตะลึงเมื่อได้ยินที่อายะบอก ส่วนบิ๊กเตรียมแคปภาพสกรีนช็อตคาถาที่ว่าเอาไปใส่คอลเล็คชั่น
"มันมีท่าที่แรงกว่า End of Love ที่เจ๊ระเบิดกาแล็คซี่ทิ้งนั่นอีกเหรอ?"
"อันนั้นมันแค่เอฟเฟ็คย่ะ! แบบไฟนอลไง คาถาสร้างภาพลวงตาว่าทำลายโลกอย่างนู้นอย่างนี้ แต่พอใช้คาถาจบทุกคนกลับมายืนที่เดิม" อายะเป็นแอดมินซุยแต่ดันเอาเอฟเฟ็คไฟนอลมาช่วยอธิบาย "แต่อันนี้มันของจริง! โมกุริคิดจะทำลายพลังชีวิตหลักล้านของฉันให้เกลี้ยงในพริบตาเลยใช้คาถาที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา! เพราะงั้นยัยนั่นถึงต้องย้ายพวกเรามาสู้บนดวงจันทร์ไงเล่า!!!"
ทุกคนหัวหมุนไปชั่วขณะเมื่อได้ฟังคำบรรยายสุดเว่อร์ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว ประตูมิติจำนวนมากถูกเปิดออก ภูติสวรรค์ 99 องค์ปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้า พากันโบยบินเห็นเป็นลำแสงสีรุ้งสวยงาม (ขณะนี้พวกอุซโซพากันหนีโลก เอาชามานั่งจิบดูความอลังการของจตุรบท)
เหล่าภูติสวรรค์ได้ร่วมกันวาดวงเวทขนาดมหึมาที่มีความละเอียดซับซ้อนแบบที่ต่อให้มนุษย์ทั้งโลกใช้เวลาร่วมร้อยปีก็ไม่มีทางเขียนขึ้นมาได้ แล้วเสียง BGM ประกอบฉากสู้ก็เงียบลงกลายเป็นเสียงเด็กผู้หญิงกำลังสวดมนต์
Streuner, lässt Wind einbringt Sie der ewig drawsiness.
เหล่าผู้เดินทางจงกลับสู่ห้วงนิทราด้วยเสียงกระซิบแห่งสายลม
บรรยากาศทั้งหมดเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้างใหญ่ สายลมหอบเอาพลังของธรรมชาติที่บริสุทธิ์และอ่อนโยนทั้งหมดที่โลกได้สร้างขึ้นมาโอบล้อมสะกดเอาเวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณของทุกคนไปหมดสิ้น ตอนนี้พวกอุซโซไม่สามารถแม้แต่จะป้องกันหรือหลบหลีกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
Erde und See, schützt bitte die schmerzhaften Seelen bis die nächste Epoche.
ขอผืนดินและสายน้ำจงปกปักษ์ดวงวิญญาณผองเราสู่โลกหน้า
ลมหมุนเปลี่ยนทิศพัดเอาทัศนียภาพทั้งหมดหายไป สายน้ำหมดทั้งเจ็ดมหาสมุทรหลากพัดมาซัดเอาโลกทั้งหมดตกอยู่กลางวังวนขนาดมหึมา แผ่นดินที่แตกกระจายพากันถาโถมดึงพวกอุซโซลงไปอยู่ใจกลางดวงจันทร์
Dunkelheit und Donner, zerstört bitte alles in dieser verdorbenen Welt.
ความมืดและสายฟ้าจักชำระล้างมลทินแห่งภพเก่าให้สูญสิ้น
ท้องฟ้าเปลี่ยนสี แสงอาทิตย์ที่เคยส่องสว่างหายไปหมดสิ้น เสียงปีศาจนับแสนนับล้านพากันร้องระงมไปทั่วในดินแดนที่กลายเป็นโลกแห่งความตายในพริบตา แล้วสายฟ้าแห่งความมืดก็ไล่ถล่มทุกสิ่งทุกอย่างแตกกระจุยเป็นผุยผง
Ich würde die neue Welt mit Flamme und Licht schaffen.
และข้าจักสรรสร้างโลกใหม่ด้วยเปลวเพลิงและแสงสว่าง
ทุกชีวิตถูกทำลายจนหมดสิ้น สายฟ้าที่ถล่มลงมาไม่หยุดเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเปลวเพลิงบิดตัวเป็นเกลียว หอบเอาอณูเล็กๆที่เคยเป็นโลกเก่าหายสาบสูญไปตลอดกาล ห้วงมหาสมุทรเพลิงโหมกระหน่ำอยู่ 7 วันเจ็ดคืนเผาผลาญพันธะสัญญาที่ยังตกค้างในโลกเก่าจนสูญสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้วแสงสว่างก็ส่องลงมา...
99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size>
99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size>
99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size>
99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size>
99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size>
99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size>
99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size> 99999 DMG!!</size>
"ไม่ไหวแล้ว!! ขอโทษด้วยนะทุกคน T-T"
- Aya is dead!
อายะถูกโจมตีจนพลังชีวิตนับล้านหมดลง หลังจากไม่มีพลังชีวิตส่งมาจากอายะแล้วคนอื่นๆก็ถูกถล่มเกมโอเวอร์ไปทีละคนๆ
- SuikoAsLife is dead!
- Big is dead!
- usso is dead!
แสงสว่างส่องลงมาบนแผ่นดินใหม่ โมกุริลงมาหยุดยืนบนโลกหลังทำลายพวกอายะบนดวงจันทร์ไปหมดสิ้นแล้ว เธอลงมาอยู่หน้าเมดิอุสและซึคาสะที่เพิ่งจะสู้กับแบล็คเรนเสร็จหมาดๆ
"มิ้ว พวกโซซังหายไปไหนหมดล่ะ OwO"
"ถ้าออกมารูปนี้ก็คงถูกยัยนี่กำจัดไปหมดแล้วนั่นแหละ เตรียมตัวให้ดีเถอะซึคาสะเอ๋ย" เมดิอุสหยิบค้อนขึ้นมาเตรียมสู้
"ถ้ากำจัดพวกเธอทั้งสองได้ก็เหลือแค่กำจัดจุดจบแห่งห้วงมิติฯทุกอย่างก็จะจบลงอย่างสมบูรณ์"
แต่โมกุริสัมผัสได้ถึงพลังของพวกอุซโซที่ยังคงเหลืออยู่
"นี่เธอทำได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย..."
อุซโซพังมิติออกมาพร้อมพวกอายะ, บิ๊ก และซุยโคแอสไลฟ์ ทุกคนยังมีชีวิตอยู่และกลับมายังโลกอย่างปลอดภัย แม้แต่อายะก็ทึ่งในพลังของอุซโซที่ทำสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครทำได้ "เนตรของเธอมัน...."
"ใช่ ตอนนั้นพวกเราถูกฆ่าตายหมดแล้ว แต่เนตรของฉันมองเห็นความตายของทุกคน แล้วก็ทำลายมันทิ้งซะ พวกเราเลยยังคงมีชีวิตอยู่"
ทุกคนในสนามพากันกลุ้มใจกับความเว่อร์ฉิบหายวายป่วงไร้จุดสิ้นสุดของการต่อสู้ครั้งนี้ แบบนี้สู้กันไปอีกชาตินึงก็ไม่มีวันรู้แพ้รู้ชนะ
"บทบรรยายข้างบนอย่าเพิ่งดูถูกความสามารถของพวกเราสิเฟ้ย หนึ่งกระบี่แปรสามแจ้งยังไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงออกมาเลยนะ!" ซุยโคแอสไลฟ์รำกระบี่ประกอบจังหวะรองเง็งเข้ามาในฉากหลังถูกอุซโซขโมยซีนมาอย่างยาวนาน
"กะอีแค่คาถาจตุรบทน่ะ ข้าก็ใช้ได้"
"หา?!!" อายะตะลึงตาเหลือก แล้วซุยโคแอสไลฟ์ก็ร่ายรำเพลงกระบี่ขั้นสุดยอด เป็นคาถาสี่บท แต่หนนี้เปลี่ยนจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาพื้นเมืองภาคต่างๆเพื่อแสดงความเป็นไทย - -b
ยามสวยหมู่เฮาก่ล้วนละโฮมตุ้ม ตะเว็นแสดผ่านทุ่งข้าว แลทิดเผินกะแม่คำแป้นห้อควายหยั่งซุมแซวมาเว้ามวนซวนหัว
(อีสาน) พอถึงฤดูกาลเกี่ยวข้าวชาวนาก็ออกมาร้องรำ แสงอาทิตย์ส่องผ่านทุ่งนาเห็นข้าวแตกรวง ทิดเผินกับแม่คำแป้นกำลังขี่ควายจีบกัน
หว่างนี่ไข่นุ้ยเอิดลูกอีพ้อไม่สาไหร ลึงลังกันแล่นมามัดก้าเกด ถูกล้อรุนพัดซิเบ้งแพล็ดๆ
(ใต้) เด็กลูกบ้านอีพ้อแห่กันออกมาเล่นหน้าบ้าน บ้างก็ขี่ม้าก้านกล้วย บ้างก็เป่ากบ เสร่อเล่นกลางถนนโดนเกวียนทับตายห่าไปก็เยอะ
ยามมืดวุ่ยวาย เฮาเขาก่กิ๋นเหล้ากิ๋นปลาจ๊าดลำ ผ่อปี๋ตาขนซาวตั๋วยะล่องผ้าต๊วบหื้อแม่อุ้ยป้ออุ้ย
(เหนือ) พอตกเย็นต่างบ้านก็พากันมาล้อมกองไฟ กินเหล้ากินปลา มีผีตาโขนยี่สิบตัวออกมาลอยโคมบูชาบรรพบุรุษ
ยามสิ้นแสงสุริยันจันทร์กระจ่าง เราล้วนพลางหลบอยู่ในคูหา ต่อกะไดเหลียวมองไร้พ่อตา พี่แอบมารุกล้ำน้องจำปี
(กลาง) (ไม่อยากแปล)
หลังจากเอฟเฟ็คจบสิ้นไปแล้วพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น......
- -
- -a
-v-
- -"
"เห้ย! หลอกให้กุเสียเวลารำเพลงกระบี่บ้าๆนั่นตั้งนานทำไมไม่มีอะไรเลยฟร้า?!!" เม้งโวยใส่กระบี่
แล้วสำนึกกระบี่ก็ดังขึ้นในมโน เป็นเสียงที่มีพลังยิ่งใหญ่นัก
"พลังที่แท้จริงของข้ายังไม่ได้แสดงออกมา เจ้าพร้อมที่จะใช้มันหรือยังล่ะนักรบเอ๋ย?"
"พร้อมตั้งกะก่อนมาสู้แล้วเฟ้ย! บอกมาซิว่าจะเอาพลังที่แท้จริงของแกออกมาจะต้องทำยังไง?"
"กระบี่นี้จะต้องถอดกางเกงใช้ เจ้าต้องถอดกางเกงใช้ ฮ่าฮ่าฮ่า"
.....ซุยโคแอสไลฟ์เขวี้ยงหนึ่งกระบี่ฯลอยออกนอกโลกไปทันที แล้วอาวุธในตำนานก็หายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์ รอเวลาที่เท็นไคตัวจริงจะมาค้นพบ
ส่วนเมดิอุสยืนน้ำตาไหลพรากๆ อาวุธที่ตัวเองเสียเวลาเดินทางข้ามมานับสิบมิติเพื่อตีขึ้น ต้องมามีอันเป็นไปสุดบัดซบ TvT
"ไร้สาระจริงๆ - -"" โมกุริหายออกจากระบบไปอีกรอบเตรียมลงมือเล่นงานพวกอายะอีกหน
"ทุกคนถอยออกไปเถอะ ฉันรู้วิธีกำจัดโมกุริแล้ว..." แล้วอุซโซก็เข้ามาขโมยซีนตัวเอกอีกหน
"เป็นไปไม่ได้หรอกอุซโซ ไม่มีการโจมตีไหนไปถึงโมกุริหรอก" หลังจากสู้มายาวนานอายะก็เริ่มรู้ซึ้งถึงความขี้โกงไร้เทียมทานของสกิล close the world แต่แววตาอุซโซมีความหวังเต็มเปี่ยมเหมือนนึกอะไรดีๆออก
"พวกเราอยู่ในคนละสถานะกับโมกุริ เพราะงั้นเลยไม่มีทางส่งผลของการโจมตีเข้าไปได้ แต่ถ้าไปอยู่ในสถานะเดียวกันก็อีกเรื่องนึง..."
"หมายความว่าไง?"
ก่อนทุกคนจะได้พูดอะไรอุซโซก็ใช้เนตรมิคสัญญีทำลาย "ความมีตัวตน" ของตนเองทิ้ง แล้วเขาก็ค่อยๆแตกสลายไป
"เฮ้ย!!!"
"ฉันจะเข้าไปอยู่ในระนาบมิติเดียวกับโมกุริ มิติที่ศูนย์ที่หลุดออกจากห้วงมิติทั้งหมดของ wire world โดยสมบูรณ์ ไม่ต้องห่วงไปหรอก ฉันจะหาวิธีกลับมาให้ได้!"
.........
