À¹€à¸à¸£à¹‡à¸”ความรู้ ชีวิตนักศึกษาแพทย์

จาก SuikoFriendWiki, สารานุกรมฟรี

(Difference between revisions)
Jump to: navigation, search

Revision as of 23:08, 21 เมษายน 2009

คอลัมน์สุขภาพที่Hikakichiอยากหาอะไรที่เป็นสาระน่ารู้สำหรับคนทั่วไปมาลงในนสพ. ก็เลยเอาเรื่องหมอๆมาลงในบทความนี้ ตอนแรกก็เขียนจากประสบการณ์ตัวเอง แต่หลังๆเนื่องจากเวลาไม่อำนวยทำให้Hikakichiแอบอู้ไปหลายเดือน กลับมาอีกครั้งก็เปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตการทำงานของหมอจบใหม่ โดยการเอาบทความเรื่องน่ารู้ตามเว็บต่างๆเกี่ยวกับสุขภาพบวกกับประสบการณ์อีกเล็กน้อยมาลงแทน


สารบัญ

ภาวะการหายใจมากเกินไป

(ลงนสพ.ฉบับที่ 1)


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนผมยังเรียนชั้นพรีคลินิกอยู่ เทอมนั้นเป็นเทอมที่การเรียนหนักมาก หลายคนยังปรับตัวไม่ได้ทำให้เครียดกันมาก พอถึงวันประกาศผลสอบว่ามีคนตกกี่คน ก็มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งร้อง”กรี๊ดดดดดดดด”ขึ้นมาเสียงดังลั่นแล้วก็ล้มลงไป ผมตกใจมาก พอเดินไปดูก็ผมว่าเพื่อนคนนั้นนอนหอบหายใจอยู่โดยที่มือจีบเกร็งไปแล้วทั้ ง2ข้าง ตอนนั้นทุกคนได้แต่ตกใจไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี อาจารย์ก็ช่วยกันอุ้มเพื่อนคนนั้นลงปที่ที่ว่างหน้าห้องเรียน และเพิ่มความตระหนกตกใจให้พวกผม โดยการเอาถุงพลาสติกมาครอบหน้าเพื่อนคนนั้น!!! monkey068.gif แต่หลังจากอาการของเพื่อนคนนั้นก็ค่อยๆดีขึ้น มือค่อยๆกายเกร็ง หายใจค่อยๆสงบลง หลังจากนั้นอาจารย์ก็พาเพื่อนคนนั้นไปห้องพยาบาลต่อไป

เพิ่งมารู้อีก2ปีให้หลังว่าภาวะนี้เรียกว่าภาวะ hyperventilation syndrome หรือภาวะการหายใจมากเกินไป ภาวะนี้มักจะเกิดจากความเครียด เช่น ทะเลาะกับพ่อแม่ ถูกแฟนหักอก

onion052.gif บางคนเครียดแล้วต่อยตุ๊กตา

monkey049.gif บางคนเครียดแล้วตะโกน

onion044.gif

แต่คนไข้ที่เกิดภาวะนี้เมื่อมีความเครียดเค้าจะไม่สามารถระบายออกมาได้ เมื่อความเครียดสะสมขึ้นถึงจุดหนึ่ง ร่างกายก็จะระบายความเครียดออกมาในลักษณะของการหอบหายใจตื้นๆเร็วๆโดยที่คน ไข้ไม่รู้ตัว

เมื่อเกิดอาการหอบขึ้น คนไข้ก็จะยิ่งวิตกกังวลกลัวว่าตนเองจะเป็นอะไรร้ายแรง ยิ่งทำให้หอบมากขึ้นกว่าเดิม การหอบหายใจตื้นๆเร็วๆจะทำให้ร่างกายเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปเป็น จำนวนมาก ทำให้สมดุลของสารต่างๆในร่างกายผิดปกติ จึงเกิดอาการมือจีบแข็งเกร็งได้ แต่ภาวะนี้ไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เพียงแต่ภาวะนี้จะสร้างความวิตกกังวลให้กับคนไข้และญาติเป็นอย่างมาก

วิธีรักษาภาวะนี้คือการปลอบคนไข้ให้สงบ onion023.gif ทำให้คนไข้เชื่อว่าตัวเค้าไม่ได้ตกอยู่ในภาวะอันตราย แล้วค่อยๆให้คนไข้หายใจลึกๆช้าๆโดยอาจกำหนดจังหวะการกายใจเข้าออกให้คนไข้ ได้ด้วย เพื่อคลายความวิตกกังวลของคนไข้และทำให้เค้ากลับมาหายใจตามปกติ หากใช้วิธีปลอบไม่ได้ผลก็ต้องใช้วิธีที่ดูรุนแรงหน่อย คือการใช้ถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษปิดครอบทั้งปากทั้งจมูกของคนไข้ onion032.gif โดยทำให้ถุงพองๆพอมีอากาศอยู่ในถุงด้วยเพื่อใช้กักเก็บการคาร์บอนไดออกไซด์ ที่คนไข้หายใจออกมามากเกินไป เมื่อคนไข้หายใจเอาก๊าซนี้กลับเข้าไปได้มากเพียงพอจนสมดุลในร่างกายเป็นปกติอาการก็จะนี้ขึ้นเอง

อย่าตกใจล่ะไปที่ห้องฉุกเฉินแล้วเห็นคนไข้มีถุงพลาสติกครอบหน้าอยู่ onion003.gif



อาเจียนเป็นเลือด

(ลงนสพ.ฉบับที่ 3)


พบกันอีกครั้งแล้วนะครับ คอลัมน์นี้คงจะไม่ได้มีทุกสัปดาห์หรอก เอาเป็นว่าหัวผมแล่นเมื่อไร่ก็จะเขียนมาเรื่อยๆแล้วกัน คราวนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะผมปฏิบัติงานอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน กลางดึกคืนนั้นผมก็เห็นรุ่นน้องคณะผมหลายคนพร้อมด้วยวัยรุ่นอีกหลายคน ที่ผม ไม่รู้จักเดินรายล้อมรถเข็นผู้ป่วยคันหนึ่งมา เนื่องด้วยผมมักจะเป็นหนึ่งในแกนนำในเวลาทำกิจกรรมต่างๆของคณะ ทำให้ผมค่อนข้างจะสนิทกับรุ่นน้องคนกลุ่มนั่น ผมจึงรีบเดินเข้าไปดู

ภาพที่ผมเห็นคือผู้ชายที่น่าจะอายุน้อยกว่าผมไม่กี่ปี นอนอยู่บนรถเข็นผู้ป่วย โดยที่เสื้อผ้าของน้องคนนั้นมีเลือดเปื้อนเต็มไปหมด!

monkey068.gif

พอลองถามพวกรุ่นน้องของผมดูทำให้ได้ความว่าน้องคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมหอพัก ที่อยู่ห้องข้างๆ คืนนั้นน้องเค้ามีอารมณ์สุนทรีย์ร่ำสุรากับหมู่สหาย monkey044.gif เนื่องจากน้องเค้าดื่มสุรามากเกินไปทำให้น้องเค้าอาเจียนมากกว่า10ครั้ง! monkey016.gif โดยครั้งหลังๆเริ่มมีเลือดปนออกมาด้วย! พวกสหายวงสุราไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี(แน่ล่ะ ก็ดื่มกันเข้าไปเยอะนี่ onion022.gif )จึงไปตามพวกรุ่นน้องผมให้มาดู พวกรุ่นน้องของผมจึงนำตัวส่งรพ.

ภาวะอาเจียนเป็นเลือดนี้สามารถพบได้ในผู้ป่วยที่กินเหล้า หากกินเหล้ามากไปจนอาเจียนติต่อกันหลายๆครั้งก็จะทำให้ความดันบริเวณหลอดอาหารเพิ่มมากขึ้นจนเส้นเลือดบริเวณนั้นทนรับแรงดันไม่ไหวก็จะแตกออกทำให้ อาเจียนเป็นเลือด หรือเหล้าอาจไปทำให้กระเพาะระคายเคืองมากจนเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารและ อาเจียนเป็นเลือดออกมา

ผู้ป่วยกลุ่มนี้(รวมถึงน้องคนนี้ด้วย)จะถูกใส่สายยางเข้าไปในกระเพาะอาหาร โดยใส่ผ่านทางจมูก(ความรู้สึกก็เหมือนตอนน้ำเข้าจมูก เสร็จแล้วก็เอานิ้วล้วงคอตามทันที นั่นแหละ) จากนั้นก็ฉีดน้ำหนึ่งลิตรเข้าไปในกระเพาะเพื่อดูว่ามีเลือดออกในกระเพาะ หรือไม่(ฉีดแล้วดูดออกทีละห้าสิบซีซีนะครับ ไม่ใช่ฉีดทีเดียวหนึ่งลิตรเข้ากระเพาะ มีหวังจุกตาย) หลังจากนั้นก็ต้องงดน้ำงดอาหารทางปาก(คือห้ามกินแม่แต่น้ำหยดเดียว)และคา สายยางไว้อย่างน้อยหนึ่งวันเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเลือดออกอีก

ที่พูดมาทั้งหมดเป็นชะตากรรมเบื้องต้นที่สิงห์สุราที่ดื่มจนอาเจียนเป็น เลือดต้องประสบ จริงๆมีเรื่องที่ต้องทำมากกว่านี้เยอะ แต่ขอกล่าวถึงให้เห็นภาพเพียงเท่านี้แล้วกัน

ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน สังคมประเทศไทยเนี่ยถ้ามีงานได้เจอหน้าพบปะสังสรรค์กัน สุราย่อมเป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้ แม้ในฐานะหมอจะรู้ว่ามันมีผลเสียกับร่างกาย แต่ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งในสังคมนี้ ก็อยากจะบอกคอสุราทั้งหลายว่าการดื่มสุราตามงานนั้นควรดื่มแต่พอดี ไม่ใช่ดื่มจนเมาหรืออ้วกแตกอ้วกแตนกันไปข้างหนึ่งต้องให้คนอื่นหิ้วปีกกลับ มาอันนั้นก็ไม่ไหว สุดท้ายนี้ขอทิ้งท้ายว่า”คนกินเหล้านะครับ ไม่ใช่เหล้ากินคน”

ป.ล. คราวนี้เอาใจหนุ่มๆคอเหล้าแล้ว คราวหน้าจะเอาใจสาวๆคอของหวานบ้าง

onion004.gif


อ้วน

(ลงนสพ.ฉบับที่ 6)


อ้วน onion071.gif
หลายๆคนได้ยินคำนี้คงสะดุ้ง หลายๆคนคงรู้จักคำนี้ แต่เข้าใจความหมายของมันมากแค่ไหนนั้น วันนี้ผมจะขอเอาเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคำๆนี้มาให้

เพื่อนๆรับทราบกัน
ก่อนอื่นเราต้องรู้จักวิธีประเมินน้ำหนักตัวของเราว่าสมส่วนไหมกันก่อน ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือดัชนีมวลกายหรือBody mass index

(BMI) เป็นการคำนวณว่าคนสูงเท่านี้ควรมีน้ำหนักเท่าไร
มีสูตรคำนวณคือ BMI = kg / m2
โดยตัวเศษคือน้ำหนักตัวหน่วยเป็นกิโลกรัมและตัวส่วนคือส่วนสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง

BMI น้อยกว่า18 ถือว่าน้ำหนักต่ำกว่ามาตราฐาน(underweight)
BMI 18-24 ถือว่าน้ำหนักอยู่ในมาตราฐานหรือสมส่วน(normal weight)
BMI มากกว่า 24 ถือว่าน้ำหนักเกินกว่ามาตราฐาน (overweight)
BMI มากกว่า 30 ถือว่าอ้วน(obesity)

Obesityนั้นมีผลต่อสุขภาพเพราะจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคข้อเสื่อม เป็นต้น

ในขณะที่overweightนั้นยังไม่เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว

ตัวอย่างนะครับ ฮิกะสูง174cm หนัก68kg ดังนั้น BMI = 68/(1.74x1.74)= 68/3.0276= 22.4
ดังนั้นฮิกะจึงมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน onion046.gif

อีกวิธีที่นิยมใช้กันคือการวัดเส้นรอบอ้วน เหมือนกับคนที่อ้วนขึ้นกางเกงที่เคยใส่ได้ประจำก็จะเริ่มคับน่ะแหละ บางครั้งเราก็ขี้เกียจไปควานหาสายวัด วิธีง่ายๆในการสังเกตขนาดเส้นรอบเอวคือการยืนเอาหลังชิดกับแพงโดยให้ส้น เท้าทั้ง2ข้างและหลังชิดกำแพงไว้เหมือนเวลาวัดความสูง จากท่านั้นให้ลองก้มศีรษะลงมามองที่เท้าของตนเองโดยที่หลังไม่งอ ถ้าไม่สามารถมองเห็นนิ้วโป้งที่เท้าของตนเองได้ แสดงว่าคุณมีรอบเอวใหญ่เกินขนาดแล้วล่ะ onion052.gif

อยากจะจบอยู่แค่เรื่องอ้วน แต่ไหนๆพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ขอพูดถึงการป้องกันภาวะอ้วนด้วยล่ะกัน สิ่งที่มีผลต่อน้ำหนักตัวและสุขภาพมากก็คงหนีไม่พ้นอาหารและการออกกำลังกาย

ตามการศึกษาด้านโภชนาการ สัดส่วนอาหารชนิดต่างๆที่ร่างกายควรได้รับจะเป็นดังธงโภชนาการ
กลุ่ม1 พวกข้าว แป้ง ขนมปัง กินปริมาณมากที่สุด
กลุ่ม2 พวกผักและผลไม้ กินปริมาณมากรองลงมา
กลุ่ม3 พวกเนื้อ นม ไข่ กินปริมาณพอเหมาะ
กลุ่ม4 พวกไขมัน น้ำตาล เกลือ กินแต่น้อยเท่าที่จำเป็น
รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปที่นี่ http://nutrition.anamai.moph.go.th/webbook/food1.html

ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยมีปัญหาไม่กินผัก ปัญหาที่ตามมาคือท้องผูกถ่ายลำบากเนื่องจากขาดเส้นใยและอาจขาดแร่ธาตุ วิตามินบางอย่างก็ได้ บางคนกินโยเกิร์ตก็ทำให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น แต่ถึงยังไงก็อยากจะให้ทุกคนพยายามกินอาหารให้ครบ3มื้อ 5หมู่ กันนะครับ

ส่วนเรื่องการออกกำลังกาย ฝรั่งเค้าทำคำแนะนำออกมาในรูปของปิรามิด แต่ผมดูแล้วน่าจะปรับใช้กับชีวิตคนไทยยาก
เอาเป็นว่าอาทิตย์หนึ่งควรจะออกกำลังกายอย่างน้อย3วัน แต่ละครั้งออกกำลังกายอย่างน้อย20นาทีติดต่อกัน ไม่จำเป็นต้องออกกำลังจนหมดแรง แค่ให้รู้สึกว่าเหนื่อยแต่ยังพูดคุยได้ตามปกติไม่หอบหายใจจนพูดแล้วขาดช่วง ก็พอ

หวังว่าข้อมูลวันนี้คงทำให้เพื่อนๆห่างไกลจากคนว่าอ้วนกันได้นะ


แมลงเข้าหู

(ลงนสพ.ฉบับที่ 7)


วันนี้ขอพูดถึงเื่รื่องสยองขวัญหน่อยนะครับ

ไม่ทราบว่ามีใครเคยดูหนังเรื่องนี้รึเปล่า จากโปสเตอร์จะเห็นเป็นภาพแมลงกำลังไต่ออกมาจากปากคนน่ะ แต่คนไข้ที่ผมเจอจริงๆที่ห้องฉุกเฉินน่ะ มีแมลงไต่เข้าไปในหู การมีแมลงเข้าไปในหูนี่เป็นอะไรที่ทรมานมาก ลองนึกสภาพที่มีอะไรดิ้นๆหยุบหยับอยู่ในหู onion036-1.gif onion036-1.gif onion036-1.gif

หากเพื่อนๆโชคร้ายมีแมลงเข้าไปในหู สิ่งที่ห้ามทำเป็นอันขาดเลยคือ ห้ามเอาอะไรไปล้วงแคะแกะเกาในหู onion091.gif เพราะอาจทำให้แมลงนั้นดิ้นลึกเข้าไปข้างในช่องหูอีก อาจเสี่ยงต่อแก้วหูทะลุได้ แมลงบางชนิดมีเหล็กไนหรือพิษที่อาจปล่อยออกมาทำอันตรายกับช่องหูมากขึ้น

ขั้นแรกสุดเราต้องฆ่ามันซะก่อนครับ nanami-curse.gif มันจะได้ไม่ดิ้นเวลาเราเอามันออกมา ไม่งั้นถ้ามันยิ่งดิ้นเราจะยิ่งปวดมาก

เราสามารถฆ่ามันได้โดยใช้น้ำมันพืชหยอดใส่หูข้างนั้น(หนังสือฝรั่ง เขียนว่าให้ใช้น้ำมันมะกอก แต่บ้านเราใช้น้ำมันถั่วเหลืองก็ได้) หยอดเข้าไปให้เต็มรููหูข้างนั้น เนื่องจากว่าพวกแมลงหายใจโดยใช้ช่องว่างตามลำตัวในการแลกเปลี่ยนก๊าซ ถ้าเราใส่น้ำมันเข้าไปเต็มช่องหูเราก็จะทำให้มัน”จมน้ำมัน” ที่เราใช้น้ำมันพืชไม่ใช่น้ำเพราะน้ำมันมีความหนืดมากกว่า จะไปขังอยู่ในช่องหูเพื่อ”จม”พวกมันได้ดีกว่า มันจะดิ้นพรากๆแรงขึ้นอยู่แป๊ปหนึ่ง จากนั้นมันจะดิ้นเบาลงอย่างชัดเจน เราก็คอยหยอดน้ำมันเข้าไปในหูจนมันแน่นิ่งไม่ไหวติง แสดงว่ามันตายแล้ว เราก็สบายใจไปได้เปลาะหนึ่ง จากนั้นก็รีบไปที่รพ. ที่ห้องฉุกเฉินมักจะมีอุปกรณ์สำหรับคีบเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากหูโดยเฉพาะ ก็ไปให้เค้าคีบเอาตัวแมลงที่ยังค้างอยู่ในหูซะ จำไว้นะครับว่าห้ามไปล้วงแคะแกะเกา ให้ฆ่ามันด้วยน้ำมันพืช

ขอให้ทุกท่านโชคดี ไม่ต้องประสบกับเหตุการณ์สยองขวัญเช่นนี้



ท่าทางในการทำงานที่เหมาะสม

(ลงนสพ.ฉบับที่ 10)


เมื่อปีก่อนมีวันหนึ่ง ที่มีสมาชิกหลายท่านบ่นกันในบ็อกซ์ว่าเวลาทำงานมักมีปัญหาปวดตา ปวดเมื่อยตัว และเนื่องด้วยสภาพงานในปัจจุบันส่วนใหญ่มักเป็นงานนั่งโต๊ะใช้คอมพิวเตอร์ เป็นเวลานานๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการไม่สบายต่างๆอันเป้นผลมาจากการทำงานได้ วันนี้เลยขอมาเสนอท่าทางในการทำงานที่ช่วยป้องกันการเกิดอาการไม่พึง ประสงค์ดังกล่าวได้ (ลองเซิร์จ “office ergonomic”ดูก็ได้)

ท่าทางการทำงานที่ถูกสุขลักษณะ(ข้อมูลจาก Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา)

  1. ใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงหลังและสามารถเอนไปด้านหลังได้
  2. ขอบบนของจอมอนิเตอร์ควรสูงกว่าระดับสายตา 2-3 cm
  3. ไม่ควรจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ควรพักสายตาเป็นระยะ
  4. ควรนั่งห่างจากหน้าจอประมาณ 1 ช่วงแขน
  5. เท้าควรวางอยู่บนพื้นที่มั่นคง
  6. ปกติหน้าจอก็มีขาตั้งกันอยู่แล้วนิ?
  7. ข้อมือควรอยู่ในท่าตรง หากมีการงอข้อมือนานๆจะเกิดอาการปวดได้
  8. ข้อศอกวางแนบลำตัว งอศอกประมาณ 90 องศา เก้าอี้ควรมีที่วางแขน
  9. หน้าจอและคีย์บอร์ดควรอยู่ในแนวตรงกับใบหน้าและลำตัว
  10. ไม่เคยเห็นที่วางคีย์บอร์ดแนวนี้แฮะ
  11. โต๊ะและที่วางคีย์บอร์ดควรแข็งและมั่นคง
  12. หยุดพักเป็นระยะๆ หลังทำงานติดต่อกันประมาณ1-2ชม. ควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ5นาที



นอนไม่หลับ

(ลงนสพ.ฉบับที่ 11)


คุณเคยมีปัญหาในการนอนบ้างไหม เข้านอนเร็วแล้วแต่นอนไม่หลับ จะนับแกะกี่ร้อยตัวก็ไม่ได้ผล พอนาฬิกาปลุกดังก็กดปิดแล้วนอนต่อ มีความรู้สึกไม่อยากตื่นเล้ยยยยยยยยย

หากคุณมีปัญหาเช่นนี้ ผมมีข้อแนะนำที่น่าจะช่วยทุกท่านให้มีการนอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

1.อย่านอนกลางวันนานเกินไป เพราะถ้านอนกลางวันไปแล้วซะครึ่งวัน(โดยที่ไม่ได้อดนอนมาก่อนนะ) กลางคืนก็คงจะหลับยากล่ะนะ เคยแนะนำไปเหมือนกันว่าการนอนกลางวันจะทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น แต่ไม่ควรนอนกลางวันนานเกิน1ชม.นะ
2.ช่วง4-6ชม.ก่อนนอน ควรหลี่กเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์/คาเฟอีน/บุหรี่ เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัว
3.ไม่ควรออกกำลังกายในช่วง2ชม.ก่อนนอน
4.ควรเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน เพราะร่างกายของเราจะตั้งนาฬิกาชีวภาพไว้ หากนอนหรือตื่นผิดเวลาเดิมก็จะรู้สึกปวดหัวไม่สบายได้
5.นอนบนเตียงที่ไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป
6.อย่าทำกิจกรรมอื่นๆบนเตียง นอกจากนอนหลับหรือมีเพศสัมพันธ์เท่านั้นร่างกายจะได้รู้ว่าเวลาเรานอนบนเตียงหมายถึงเวลาที่ต้องหลับ
7.อย่าปล่อยให้ท้องว่างก่อนนอน ถ้าหิวควรหาอะไรเบาๆกิน
8.อย่าคิดมาก เวลานอนคนมักจะมีเรื่องต่างๆผุดขึ้นมาในหัวทำให้เรานอนไม่หลับ ควรจะคิดถึงเรื่องต่างๆให้ตกก่อนเข้านอนนะ
9.ควรนอนในห้องที่มืดและเงียบ
10.ถ้านอนไปแล้ว15-30นาทีแล้วไม่หลับ ก็ให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมอื่นเบาๆจนกว่าจะง่วงค่อยเข้านอนใหม่

ของผมถ้าลุกขึ้นมาอ่านตำราแพทย์ซัก10นาทีก็แทบจะหลับคาหนังสือแล้วครับ


คิดว่าเรื่องนี้คงสามารถแก้ปัญหานอนไม่หลับของทุกท่านได้นะครับ



anaphylaxis

(ลงนสพ.ฉบับที่ 13)


สำหรับ คนที่เคยอ่าน“สไปรัล ผ่าเกลียวปริศนา”คงจะจำฉากที่อายุมุพระเอกของเรื่องไปหลบหลังฮิโยโนะจังตอน ที่โคสุเกะปล่อยตัวต่อออกมา โดยอายุมุให้เหตุผลว่าถ้าตนเองถูกผึ้งต่อยจะเกิดภาวะanaphylaxisจนถึงขั้น ตายได้

สำหรับคนที่เคยอ่าน”เจปัง”ก็น่าจะจำตอนที่ผู้จัดการหัวแอฟโฟรทดสอบพระ เอกของเรื่องโดยให้ทำขนมปังที่ไม่ใช้แป้งไปให้ม้ากินให้ได้ เหตุผลตอนนั้นเนื่องจากว่าน้องสาวของผู้จัดการเคยกินขนมปังแล้วเกิด ภาวะanaphylaxisจนเกือบตาย

หลายๆท่านที่ได้อ่านการ์ตูนทั้ง2เรื่องนี่คงรู้สึกแปลกใจกับคำ ว่าanaphylaxisนี้ว่าแค่กินขนมปังหรือถูกตัวต่อตัวเดียวต่อยนี้ทำให้ตายได้ เลยเหรอ วันนี้ผมเลยจะขอพูดเกี่ยวกับภาวะanaphylaxis

โดยปกติเมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย สิ่งแปลกปลอมนั้นจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มากำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้น สิ่งจัดเป็นระบบป้องกันตัวเองตามธรรมชาติของร่างกายเรา

แต่บางครั้งปฏิกิริยาทางระบบภูมิคุ้มกันก็อาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายของเราได้ ยกตัวอย่างเช่น ภาวะแพ้สิ่งต่างๆ บางคนแพ้ฝุ่นหรือแพ้อากาศจะมีอาการน้ำมูกไหลตลอดเวลา บางคนแพ้อาหารทะเลหากกินแล้วจะเกิดผื่นคันตามตัว

โดยการเกิดภาวะแพ้และความรุนแรงของอาการนั้นขึ้นกับร่างกายของแต่ละคน ไม่สามารถทำนายได้หากไม่เคยมีประวัติอาการแพ้มาก่อน บางคนกินยาตัวหนึ่งแล้วแพ้มีผื่นขึ้นทั้งๆที่คนอื่นก็กินตัวนี้ได้โดยไม่มี อาการแพ้ บางคนถูกตัวต่อต่อยแล้วแค่มีตุ่มบวมแดงขนาดเล็กๆ ในขณะที่บางคนอาจมีผื่นลมพิษขึ้นตามตัวได้

ภาวะanaphylaxisก็จัดเป็นลักษณะอาการแพ้ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นตายได้ โดย มักจะมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายแล้วไปกระตุ้นให้เซลล์ของระบบภูมิคุ้ม กันที่อยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายหลั่งสารต่างๆที่ก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น และทำให้เกิดอาการแสดงทางผิวหนัง ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ หรือ ระบบทางเดินอาหาร อย่างน้อย2ใน4ระบบ หากเกิดการอักเสบที่ระบบหัวใจและหลอดเลือด จะทำให้เส้นเลือดขยายตัว สารน้ำในหลอดเลือดจะรั่วออกมานอกเส้นเลือดได้ ทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆไม่เพียงพอ เกิดอาการหน้ามืดเป็นลม ใจสั่น ซีด มือเท้าเย็นได้ หากอาการรุนแรงอาจเสียชีวิตจากภาวะสมองขาดออกซิเจนได้ หากเกิดการอักเสบที่ระบบทางเดินหายใจ จะทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบ เกิดอาการหอบเหนื่อย หายใจเสียงดังวี๊ดๆ หากหลอดลมบวมมากอาจอุดกั้นทางเดินหายใจทำให้เสียชีวิตจากภาวะสมองขาดออกซิเจนได้เช่นกัน ส่วนการอักเสบที่ระบบทางเดินอาหารจะมีอาการ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน

ภาวะanaphylaxisนี้เป็นภาวะที่เกิดแบบเฉียบพลันและเกิดอาการขึ้นรวดเร็วมาก ผมเคยเจอผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉินคนหนึ่ง ให้ประวัติว่าหลังเริ่มกินยาตัวหนึ่งเป็นครั้งแรกแล้วมีผื่นคันตามร่างกาย ผมตรวจร่างกายก็ไม่พบอาการผิดปกติทางระบบอื่นๆนอกจากระบบผิวหนัง พอลองซักประวัติแกไปได้ซัก5นาทีผู้ป่วยก็บ่นว่าหน้ามืด พอผมรีบตรวจดูซ้ำก็ผมว่าเกิดอาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ซึ่งเวลาที่ใช้ในการแสดงอาการในผู้ป่วยรายนี้นั้นเพียงแค่5นาทีเท่านั้นเอง ผู้ป่วยรายนี้ได้ยาฉีดรักษาก่อนที่จะมีอาการรุนแรงมากขึ้นจึงไม่มีอันตราย ถึงชีวิต

แต่วิธีป้องกันภาวะanaphylaxisที่ดีที่สุดคือ ให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่เราแพ้ซะ ถ้าแพ้ตัวต่อก็ต้องรีบหลบเวลาเจอตัวต่อ ถ้าแพ้ยาตัวไหนก็ต้องบอกหมอทุกครั้งเวลาไปตรวจนะครับ



สมดุลธาตุของร่างกาย

(ลงนสพ.ฉบับที่ 19)


นอกจากอาหารหลัก ๕ หมู่แล้ว ควรมีการบริโภคอาหารให้สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนตามทฤษฏีการแพทย์แผนไทย ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสมดุลทางร่างกาย เป็นการส่งเสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์

กินอาหารตามธาตุ
ในทัศนะของแพทย์แผนไทย ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง ๔ ต้องมีความสมดุลกัน ซึ่งจะทำให้สุขภาพปกติ ไม่เจ็บไข้ อาหารที่คนเรา รับประทานเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่จะบำรุงธาตุให้สมดุล โดยเฉพาะอาหารที่มีพืชสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ จะมีสรรพคุณในการปรับธาตุที่หย่อน หรือกำเริบให้กลับสู่สภาวะปกติ

อาหารของผู้ที่มีธาตุดินเป็นธาตุเจ้าเรือน
คนธาตุดิน คือคนที่เกิดเดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
มักจะมีร่างกาย และกล้ามเนื้อแข็งแรง ควรรับประทานผัก และผลไม้ ที่มีรสฝาด รสหวาน รสมัน รสเค็ม เช่น ฝรั่งดิบ หัวปลี กล้วย มะละกอ

เผือก มัน ถั่วพู กะหล่ำปลี ผักกะเฉด ฯลฯ

สรรพคุณของอาหาร
อาหารรสฝาด ช่วยสมานปิดธาตุ หากรับประทานมากเกินไป ทำให้ฝืดคอ ท้องอืด ท้องผูก
อาหารรสหวาน ซึมซาบไปตามเนื้อ ทำให้ชุ่มชื่นบำรุงกำลัง หากรับประทานมากเกินไป ทำให้กำเริบ ง่วงนอน เกียจคร้าน
อาหารรสมัน แก้เส้นเอ็นพิการ ปวดเสียว ขัดยอก กระตุก

อาหารของผู้ที่มีธาตุน้ำเป็นธาตุเจ้าเรือน
คนธาตุน้ำ คือคนที่เกิดเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน
มักมีรูปร่างสมส่วน ท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส ควรรับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว หลีก เลี่ยงอาหารรสมันจัด เช่น มะเขือเทศ ส้มโอ สับประรด มะนาว ส้มเขียวหวาน ยอดมะขามอ่อน

สรรพคุณของอาหาร
อาหารรสเปรี้ยว แก้เสมหะพิการ กัดฟอก เสมหะ กระตุ้นน้ำลาย เจริญอาหาร หากรับประทานมากเกินไป ทำให้ท้องอืด แสลงแผลร้อนใน

อาหารของผู้ที่มีธาตุลมเป็นธาตุเจ้าเรือน
คนธาตุลม คือคนที่เกิดเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน
มักมีรูปร่างโปร่ง ไม่อ้วน ผิวหนังแห้ง ควรรับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด เช่น กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ข่า

กระเทียม คึ่นฉ่าย ขิง ยี่หร่า ฯลฯ

สรรพคุณของอาหาร
อาหารรสเผ็ดร้อน แก้โรคในกองลม ลมจุกเสียด ปวดท้อง ลมป่วง หากรับประทานมากเกินไป ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย และเผ็ดร้อน

อาหารของผู้ที่มีธาตุไฟเป็นธาตุเจ้าเรือน
คนธาตุไฟ คือคนที่เกิดเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม
มักมีรูปร่างผอม ผิวคล้ำ ตกกระ กล้ามเนื้อกระดูกหลวม ควรรับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสขม
รสเย็น รสจืด หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน เช่น สะเดา แตงโม หัวผักกาด ฟักเขียว แตงกวา คะน้า บวบ มะเขือ ฯลฯ

สรรพคุณของอาหาร
อาหารรสขม แก้โลหิตเป็นพิษ ดีพิการ เพ้อครั่ง หากรับประทานมาก ทำให้กำลังตกอ่อนเพลีย
อาหารเย็น แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ไข้พิษ แก้ไข้เพื่อกำเดา ดับพิษร้อน


ตาราง "ธาตุ" ประจำเจ้าเรือน ดูจากเดือนเกิด ถ้าจะให้ละเอียดขึ้น บางเดือนก็จะมี2ธาตุผสมกัน
แต่ถ้าต้องการความละเอียดถูกต้องกว่านี้ ต้องเทียบวันเดือนปีเกิด จากปฏิทินร้อยปี
ตามตำราแพทย์แผนไทย ซึ่งจะแบ่งธาตุเจ้าเรือนตามเวลาตกฟาก ขึ้น-แรมกี่ค่ำ

เดือนมกราคม อยู่ธาตุไฟ

เดือนกุมภาพันธ์ ธาตุไฟ

เดือนมีนาคม เป็นธาตุลมผสมกับธาตุไฟ

คนเกิดเดือนเมษายน เป็นธาตุลม

เดือนพฤษภาคม ธาตุลมกับธาตุน้ำ

เดือนมิถุนายน ธาตุลมกับธาตุน้ำ

เดือนกรกฎาคม เป็นคนธาตุน้ำ

เดือนสิงหาคม ธาตุลมกับธาตุดิน

เดือนกันยายน ธาตุลมกับธาตุดิน

เดือนตุลาคม ธาตุดิน

เดือนพฤศจิกายน ธาตุดินกับธาตุไฟ

เดือนธันวาคม ธาตุดินกับธาตุไฟ

แหล่งที่มา http://www.agalico.com/board/archive/index.php



โรคแผลในกระเพาะอาหาร

(ลงนสพ.ฉบับที่ 20)


จากการทำงาน ผมพบว่าโรคที่คนวัยทำงานมักมาตรวจที่รพ.มากที่สุดคือโรคแผลในกระเพาะอาหาร ประกอบกับคนบอร์ดนี้ก็เป็นวัยทำงานซะมาก เลยคิดว่าเรื่องโรคกระเพาะอาหารน่าจะมีประโยชน์กับทุกๆท่าน

โรคแผลในกระเพาะอาหาร หมายถึงภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ถูกทำลายถึงแม้ว่าจะเรียกว่าโรค กระเพาะแต่สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะและลำไส้ เป็นโรคซึ่งพบบ่อย ในประชากรวัยทำงาน และ พบในชายมากกว่าหญิง

อาการของโรคกระเพาะ

  1. ปวดท้อง ลักษณะอาการปวดท้องที่สำคัญ คือ ปวดบริเวณลิ้นปี่ ปวดแบบแสบๆหรือร้อนๆ ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี
  2. ปวดสัมพันธ์กับอาหาร เช่น ปวดเวลาหิวหรือท้องว่างเมื่อกินอาหารหรือนม จะหายปวด บางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือนมจะหายปวด

บางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือปวดกลางดึกก็ได้

  1. อาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด

อาการโรคแทรกซ้อน

  1. อาเจียนเป็นเลือดดำ หรือแดง หรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น
  2. ปวดท้องรุนแรง และ ช๊อค เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ
  3. ปวดท้องและอาเจียนมาก เนื่องจากการอุดต้นของกระเพาะอาหาร

อาการของโรคกระเพาะอาหารจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพราะอาหาร หรือลำไส้ บางรายปวดท้องมากแต่ไม่มีแผลเลยก็ได้

ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์

  1. ปวดท้องทันที ปวดเหมือนถูกมีดบาด ขยับตัวหรือหายใจแรงๆจะทำให้ปวดเพิ่มมากขึ้น และปวดไม่หาย ซึ่งอาจจะเกิดจากกระเพาะอาหารทะลุ
  2. อุจาระดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเลือดออกทางเดินอาหาร
  3. แน่นท้องอาเจียนบ่อย เป็นอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งอาจจะเกิดจากลำไส้อุดตัน

สาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหาร

  1. การหลั่งกรดผิดปกติในกระเพาะอาหาร
  2. กรรมพันธุ์ พบว่าเกิดกับคนในครอบครัวเดียวกันได้บ่อย ๆ
  3. บุหรี่ ทำให้มีการผลิตกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้แผลหายช้า
  4. การกินอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัดจากน้ำสมสายชู
  5. ชา กาแฟ และน้ำดื่มที่มี Caffeine จะทำให้กรดหลั่งออกมามาก
  6. การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบี้ย ยาดอง
  7. ยา บางอย่าง มี ผลทั้งระคายเคืองกระเพาะอาหารโดยตรง และทำให้กลไกการป้องกันในกระเพาะอาหารเสียไป ได้แก่ ยาแอสไพริน กลุ่มยา

NSAIDs ที่ใช้รักษาโรคข้อแก้ปวด ยาในกลุ่มเสตียรอยด์ ฯลฯ

  1. ความเครียดความกังวล ทำให้มีการหลั่งกรดมากขึ้น
  2. การติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ Helicobacter pylori

โรคนี้ พบบ่อย ในประชากรวัยทำงาน เนื่องจากการตรากตรำทำงานหนัก กินอาหารไม่เป็นเวลา พักผ่อนน้อย มีความเครียดจากงาน และใช้ยาแก้ปวดเมื่อยบ่อยๆ เมื่อแพทย์ ซักประวัติ อาการ ความเสี่ยง และตรวจร่างกาย เข้าได้กับโรคแผลในกระเพาะอาหาร และไม่ใช่โรคอื่น ๆ ที่อาการคล้ายกันดังกล่าวข้างต้น ก็จะให้การรักษาไปเลย

การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคกระเพาะ

  1. กินอาหารให้เป็นเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง หรือหิว ถ้าหิวก่อนเวลาให้ดื่มนม หรือน้ำเต้าหู้ น้ำข้าว น้ำผลไม่ได้
  2. หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด จากน้ำสมสายชู
  3. งดดื่มเหล้า เบียร์ กาแฟ ยาดอง
  4. งดการสูบบุหรี่
  5. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวด แก้ไข ที่มีแอสไพริน หรือยาชุดต่างๆ รวมทั้งยาแก้ปวดกระดูก และยาsteroid ยาลูกกลอน ยาหม้อต่างๆ
  6. ควรพักผ่อนให้มากเพียงพอ ทำจิตใจให้เบิกบานผ่อนคลายเครียดวิตกกังวล และไม่หงุดหงิดอารมณ์เสียง่าย
  7. กินยาตามแพทย์สั่ง ถ้ากินยาแล้วอาการดีขึ้น ต้องกินยาติดต่อกันอย่างน้อย 4-6 อาทิตย์ ไม่ควรหยุดยาก่อน เพราะอาการปวดท้องจะกำเริบได้อีก
  8. ควรออกกำลังกาย แต่ไม่ควรมากเกินไป
  9. อย่าซื้อยากินเอง มีโรคอื่นควรปรึกษาแพทย์

การกินยา

ต้องกินยาให้สม่ำเสมอ กินยาให้ครบตามจำนวน และระยะเวลาที่แพทย์สั่งยารักษาโรคกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาประมาณอย่างน้อย 4-6 อาทิตย์ แผลจึงจะหาย ดังนั้นภายหลังกินยา ถ้าอาการดีขึ้นห้ามหยุดยา ต้องกินยาต่อจนครบ และแพทย์แน่ใจว่าแผลหายแล้ว จึงจะลดยาหรือหยุดยาวได้

อาการเตือนที่ทำให้ต้องระวังว่าอาจเป็นมะเร็ง

  1. น้ำหนักลดลงมากกว่า ร้อยละ 5 ใน 1 เดือน
  2. อายุมากกว่า 40 ปี
  3. ถ่ายเป็นเลือด
  4. อาเจียน หลังรับประทานอาหาร
  5. กลืนลำบาก
  6. มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
  7. ซีด
  8. ตัวเหลืองตาเหลือง
  9. ตับม้ามโต
  10. มีก้อนในท้อง
  11. ท้องโตขึ้น
  12. มีการเปลี่ยนของระบบขับถ่าย

ที่มา http://www.siamhealth.net http://www.thaiclinic.com



ปวดศีรษะ

(ลงนสพ.ฉบับที่ 23)


เชื่อ ว่าไม่มีใคร ไม่เคยปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะนั้น พบได้กับทุกเพศวัย นับตั้งแต่ปวดจากการป่วยไข้ ไม่สบาย ไปจนถึงปวดเพราะความเครียด ความกังวล เรียกได้ว่ามีสาเหตุนับร้อยเลยทีเดียว ที่ทำให้คนเราปวดศีรษะได้ แต่อาการปวดศีรษะที่คนในสังคมเมืองพูดถึงกันบ่อย ๆ อย่างหนึ่งก็คือปวดไมเกรน โดยหลายคนพอมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่งขึ้นมา ก็จะคิดว่าตนเองเป็นไมเกรนไปเสียแล้ว ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไมเกรนนี้ เป็นอันตรายหรือเปล่า แก้ไขได้อย่างไร และอาการปวดข้างเดียวของเท่านั้น จัดอยู่ในกลุ่มของไมเกรนด้วยหรือไม่ มาติดตามกันเลยครับ

อาการปวดศีรษะสามารถเกิดจากอะไรได้บ้างและแบ่งกว้าง ๆ ออกมาได้กี่แบบ

อาการปวดศีรษะโดยคร่าว ๆ นั้น แบ่งออกเป็น 2-3 อย่าง
แบบที่หนึ่ง ที่พบบ่อยที่สุดคือ เกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัว จากการนอกนดึก ความเคร่งเครียด ซึ่งจะปวดตามท้ายทอย ปวดรอบเบ้าตา ร้าวไปกลางศีรษะ จากขมับ ไปข้างหลัง ซึ่งจะพบบ่อย มักจะเกิดจากการที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือบางทีคนไข้จะบอกว่ามันวิ่งจี๊ดไปมา
แบบที่สอง เป็นการปวดซึ่งเกิดจากการ ที่หลอดเลือดขยายตัว แต่จะไม่เกี่ยวกับเส้นเลือดตีบ พวกอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งอาการเส้นเลือดที่ศีรษะขยายตัวที่เรารู้จักกันดีก็คือ ไมเกรน ซึ่งอาการจะกล่าวถึงต่อไป
แบบที่สาม เป็นอาการปวดเนื่องจากมีอะไรอยู่ในสมอง เช่นเนื้องอก พยาธิ หรืออะไรก็ตามที่มาทำให้ความดันในศีรษะเพิ่มขึ้น อาการปวดแบบนี้จะปวดตื้อ ๆ ลึก ๆ อยู่ข้างใน ที่สำคัญคือจะปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ คือเริ่มแรกอาจจะไม่ปวดเท่าไหร่ แต่ต่อมาอาจจะปวดถึงขั้นอาเจียน หรือเห็นภาพซ้อน ซึ่งโดยมากแล้วจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ชัก

อาการปวดศีรษะไมเกรน

อาการปวดตุบ ๆ แถว ๆ ขมับ หรือลึก ๆ อยู่แถวเบ้าตา เหมือนหัวใจเต้น และจะปวดในระดับกลางถึงมาก ซึ่งนี่เป็นลักษณะเด่นของการปวดไมเกรน แต่ถ้าปวดพอรำคาญ ไม่มากนัก โอกาสเป็นไมเกรนจะน้อย นอกจากนี้ อาการปวดแบบไมเกรนนั้น เมื่อหายปวดจะหายสนิท โดยในช่วงที่ปวดนั้น อาจจะปวดได้นาน 2-3 วันตามทฤษฎี แต่โดยทั่วไป อาจจะปวดแค่ 2-3 ชั่วโมง หรืออาจจะ 4 ชั่วโมง นอกจากนี้อาจมีอาการอาเจียน เห็นแสงแวบ ๆ เป็นสีเหลือง ๆ หรือเป็นหยัก ๆ ในช่วงก่อนปวด เรียกได้ว่าเป็นอาการนำ แต่อาการแบบนี้ไม่พบในคนไข้ทุกคน

ความเชื่อที่ว่าปวดหัวข้างเดียวเป็นไมเกรน

ในความเป็นจริงแล้ว อาการปวดข้างเดียวไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกอะไรเลยว่าเป็นไมเกรน ปวดข้างเดียวนี้ อาจะเป็นเนื้องอก หรือเกิดจากล้ามเนื้อตึงตัวก็ได้ ตกหมอน หรือได้รับอาการบอบช้ำ คนที่ปวดหัวข้างเดียวเพราะไมเกรนนั้น จริง ๆ แล้วมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของคนไข้ทั้งหมด ปวดสองข้างก็เป็นไปได้

ไมเกรนพบบ่อยในคนกลุ่มไหน

คนสูงอายุจะไม่ค่อยเป็นกันมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาของวัยรุ่น คนหนุ่มสาวมากกว่าคนสูงอายุหลายเท่า คนที่เป็นไมเกรนนั้น จะเป็นได้ตั้งแต่เด็ก อายุ 7-8 ขวบ แต่ที่พบบ่อยจะเป็นช่วงวัยรุ่นอายุ 10 - 25ปี ขึ้นไป และจะเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่พออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ อาการจะน้อยลง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนบางอย่าง ผู้หญิงบางคนเป็นมาตลอด พอมาถึงวัยหมดประจำเดือนกลับหายจากอาการไปเลย

สาเหตุของไมเกรน

ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุที่แน่นอนออกมา แต่ทฤษฎีหลักนั้น เชื่อว่า เกิดจากการมีปัจจัยไปกระตุ้นให้เส้นประสาทในสมองหลั่งสารบางอย่างออกมา และสารพวกนี้ไปทำให้เส้นเลือดขยายตัว และการที่เส้นเลือดขยายตัวนี้เอง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เนื่องจากในเส้นเลือดของเรา จะมีเส้นเลือดเล็ก ๆ ฝอย ๆ เป็นเส้นประสาทพันรอบเส้นเลือดด้วย พอเส้นเลือดขยาย ก็จะไปยืดเส้นประสาทที่พันรอบเส้นเลือดนี้ด้วย ก็จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดอาการปวดได้

อันตรายของไมเกรนกับการพัฒนาไปเป็นโรคร้ายอื่น ๆ

ถ้าเป็นไมเกรนแท้ ๆ จะไม่อันตราย เพียงแต่จะทรมาน แต่ทั้งนี้ก็เคยมีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไมเกรนกับโรคหลอดเลือดสมองตีบบางชนิดว่าเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า พบว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันได้บ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเป็นไมเกรน จะมีโอกาสเป็นเส้นเลือดในสมองตีบทุกรายได้

ปัจจัยที่มากระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะไมเกรน

ปัจจัยกระตุ้นมีหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือการพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก นอนไม่หลับ ซึ่ง นอกจากจะกระตุ้นไมเกรนแล้ว ยังไปกระตุ้นอาหารปวดกล้ามเนื้อด้วย นอกจากนั้นยังมีปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ อีกอย่างเช่น อาหาร โดยอาหารที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรนในคนไทยนั้นพบไม่บ่อย แต่ในชาวต่างชาติจะพบมากกว่า คืออาหารจำพวกช๊อกโกแลต เนยแข็ง ไวน์แดง และฟาสต์ฟูด ไส้กรอก แฮม เพราะอาหารพวกนี้จะมีสารบางอย่างมากระตุ้นทำให้เกิดไมเกรนได้ อีกอย่างที่สำคัญคือผงชูรส แต่ ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอาหารเหล่านี้จะกระตุ้นอาการไมเกรนของทุกคน นั่นคือไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นไมเกรนห้ามรับประทานอาหารพวกนี้ คนที่เป็นแล้วรับประทานแต่ไม่เกิดอาการใด ๆ ก็สามารถทานต่อไปได้ ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งคืออากาศร้อน ถ้าอยู่ในกลางแดดจ้า ๆ อากาศร้อน ๆ ก็มีโอกาสจะเกิดอาการขึ้นมาได้ เคยมีชาวต่างชาติวิจัยออกมาว่าสาเหตุที่สำคัญนั้นไม่ใช่อากาศร้อน แต่จะเป็นเพราะความกดอากาศ สภาพแวดล้อมของอากาศ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงจากอากาศเย็นเป็นอากาศร้อน ก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน เพราะจะทำให้มีอาการหด หรือขยายตัวของเส้นเลือด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องยา ยาอะไรก็ตามที่ทำให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ได้

วิธีการรักษาแบบอื่นนอกจากการใช้ยา

ปัจจุบันจะมีการฝังเข็มเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นที่ยอมรับและในการฝังเข็มนั้นได้มีการระบุว่า เป็นการรักษาไมเกรนได้เช่นกัน

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

อย่าไปกังวลกับมันมาก ถ้าเป็นแล้วมีผลต่อชีวิตประจำวันของเรามาก ให้ไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ส่วนใหญ่รักษาอาการได้ และอย่าซื้อยาทานเอง เพราะมีผลข้างเคียงมาก

คำถามที่ถามบ่อย

- เมื่อมีอาการปวดศีรษะจะปวดรุนแรง ถึงขั้นอาเจียนออกมา เวลาหายปวดจะหายสนิท และสัปดาห์หนึ่งจะเป็นถึง 5 วัน อยู่ในขั้นหน้าวิตกหรือไม่
ตอบ ควรให้แพทย์เฉพาะทางตรวจดูอาการว่าเป็นไมเกรนแน่นอนหรือเปล่า ซึ่งจากอาการโอกาสจะเป็นไมเกรนค่อนข้างสูง สำหรับความถี่ของการการที่เกิดขึ้นนั้นนับว่าค่อนข้างบ่อย เพราะควรจะปวดเดือนละ 2-3 ครั้ง กรณีที่ปวดบ่อย อาจจะต้องรับประทานยาป้องกันอาการปวดในขณะที่ปวดไม่บ่อย อาจรับประทานยาแก้อาการปวด

- ทานยารักษาอาการเป็นประจำจะมีผลเสียหรือไม่
ตอบ ยาไมเกรน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มป้องกัน กับกลุ่มแก้เวลาปวด การจะนำมาใช้ต้องให้แพทย์พิจารณาเป็นราย ๆ ไป และเมื่อรับประทานแล้ว จะต้องดูการตอบสนองด้วย ส่วนยา คาฟาค๊อท ที่มีจำหน่ายและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายนั้น ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป อาจทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบได้ บางรายอาจไม่ต้องใช้ยาชนิดนี้ เพียงยาพาราเช็ตตามอล หรือแอสไพริน ก็สามารถช่วยได้

http://www.thaiclinic.com/medbible/migraine2.html

Personal tools