วันนี้มาเล่าเรื่องสยองขวัญที่เกิดขึ้นจริงๆไม่อิงนิยายจากกระทู้พันทิปครับ
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic ... 10955.html
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic ... 15074.html
(ว่าแต่เรื่องแบบนี้มันเกี่ยวกับหว้ากอตรงไหนฟะเนี่ย?) เครดิตคุณ art_sarawut
ซึ่งแปลจากเว็บภาษาอังกฤษต้นฉบับ
http://www.cracked.com/article_15628_5- ... -true.html
http://www.cracked.com/article_16721_6- ... -true.html
มี 11 เรื่อง มันเยอะแถมย้าวยาวเป็นเทียไครซ์ เลยเลือกมาแค่ 7 เรื่อง เอามาย่อ+ปรับสำนวนนิโหน่ยฮับ
(ใน spoil มีภาพ ถ้าไม่เปรี้ยวก็ไม่ต้องไปเปิดดูนะจ๊ะ)
--------------
1. มัมมี่ในสวนสนุก
เล่ากันว่า
พบว่าหุ่นตัวหนึ่งในสวนสนุกไม่ใช่หุ่นทั่วๆ ไปที่ทำจากกระดาษและโครงเหล็ก แต่เป็นเนื้อหนังกับกระดูกคน หมายควายว่าเด็กๆ ทุกคนที่เข้าไปในบ้านผีสิงหลังนั้นได้เล่นและหัวเราะคิกคักกับศพคนจริงๆ ที่ถูกเอามาทำมัมมี่
เรื่องจริงคือ
ย้อนไปในปี 1976 ทีมงานถ่ายทำหนังตอนหนึ่งของเรื่อง "The Six Million Dollar Man" ได้เข้าไปใช้บ้านผีสิงของสวนสนุก Nu-Pike ที่ลอง บีช, แคลิฟอร์เนีย เป็นสถานที่ถ่ายทำ และระหว่างที่พวกเขากำลังเคลื่อนย้าย "หุ่นผูกคอตาย" อยู่นั้น พวกเขาก็บังเอิญทำแขนหุ่นหลุดลงพื้น และพบว่าข้างในดันเป็นกระดูกคน..
ศพนี้อันที่จริงเป็นศพของโจรคนหนึ่งชื่อ "เอลเมอร์ แม็คเคอร์ดี้" ซึ่งตายระหว่างดวลปืนหลังจากปล้นรถไฟในปี 1911 ลุงเอลเมอร์คนนี้ถูกฆ่าตายเพราะขโมยเงินไปเท่าไหร่น่ะรึ? 46 เหรียญครับ!! (+วิสกี้ที่จิ๊กจากอีป้าที่นั่งข้างๆ 2 แก้ว)
ร่างของแม็คเคอร์ดี้ถูกเข้ากระบวนการรักษาสภาพศพโดยสัปเหร่อท้องถิ่นคนหนึ่ง และตาสัปเหร่อคนนี้ก็เป็นปลื้มสุดๆ กับผลงานของตัวเอง แกเลยทำศพให้เป็นหุ่นแล้วจัดแสดงไว้อย่างดีที่ที่ทำงานเขานั่นแหละ (ค่าดู 5 เซนต์ จ่ายโดยหย่อนเงินลงไปในปากศพ ...แล้วมันจะเอาออกมายังไงฟะ? อย่าไปนึกภาพตามเลย orz...)
หลายปีต่อมาเจ้าของคณะละครสัตว์คนนึงแอบอ้างว่าตัวเองเป็นน้องชายของแม็คเคอดี้แล้วอ้างสิทธิ์ขอศพไป และนำ "มัมมี่แม็คเคอร์ดี้" ออกทัวร์น่าขนหัวลุกไปทั่วอเมริกา กลายเป็นหุ่นในคณะละคนสัตว์ไปทั่วประเทศก่อนที่สุดท้ายจะมาอยู่ที่ ลอง บีช
ปัจจุบัน แม็คเคอร์ดี้ได้รับการฝังที่โอคลาโฮม่า และเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอาศพลุงแกไปเล่นอะไรขำๆอีกพวกเขาเลยเทปูนทับโลงศพเสียเลย

------------
2. ศพใต้เตียง
เล่ากันว่า
คู่สามี-ภรรยาเช็คอินเข้าโรงแรมแห่งหนึ่ง และระหว่างนอนหลับก็ได้กลิ่นเหม็นซากศพตลอดทั้งคืน พวกเขาจึงโทรฯตามพนักงานโรงแรมและพบว่ากลิ่นลอยออกมาจากใต้เตียง เมื่อก้มลงไปดูก็พบอ้วกที่แขกขี้เมาคนก่อนรากแตกทิ้งไว้ ...แบบนั้นมันใช่เรื่องสยองขวัญซะที่ไหนหละคร้าบ~!! ...พนักงานโรงแรมรื้อที่นอนออกแล้วพบว่าสามี-ภรรยาคู่นี้นอนหลับอยู่บนศพหญิงสาวที่กำลังเริ่มเน่า
เรื่องจริงคือ
เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นจริง! ใน ลาส เวกัส, แคนซัส, มิซซูรี่, แอตแลนติค ซิตี้ และ นิวเจอร์ซี่ย์ (เกิดบ่อยด้วยวุ้ย! พวกศพๆนิยมหนีมาอยู่ใต้เตียงกันนะเนี่ย) แต่ถ้าต้องการซ่อนของในห้องก็คงไม่มีที่ไหนเหมาะเท่าตู้เสื้อผ้าหรือใต้เตียงแล้วนี่เนอะ เช่นเดียวกับบ้านเราซึ่งใต้เตียงเป็นที่ๆหนังสือโป๊นิยมใช้ซ่อนตัว จริงไหมครับต๊ะ?
เรื่องของเรื่องคือมันประหลาดตรงที่ว่า คนแทบทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์พวกนี้ ต่างก็นอนทับศพกันมาแล้วทั้งนั้น แถมสามี-ภรรยาบางคู่ยังโชว์ปะหล่ำปำปั๊มให้ศพที่อยู่ข้างล่างดูฟรีไปเรียบร้อย เย้
--------------
3. หุ่นเหมือนจริง (โคตรๆ)
เล่ากันว่า
บางคนอาจเคยเห็นหุ่นที่ใช้ตกแต่งงานฮัลโลวีนแบบที่เป็นผู้หญิงผูกคอตายจากต้นไม้ แล้ว....ถ้ามันดันกลายเป็นการฆ่าตัวตายจริงๆ ล่ะ?
เรื่องจริงคือ
ในเมืองเฟรดเดอริก้า, รัฐเดลลาแวร์ หญิงวัย 42 ปีคนหนึ่งเกิดจู่ๆนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาเลยผูกคอตายบนต้นไม้ติดกับถนนอันพลุกพล่านเส้นหนึ่งในคืนวันอังคาร ศพห้อยต่องแต่งอยู่อย่างนั้นจนข้ามวันมาอีกวัน มีคนหนึ่งสังเกตจนได้ว่านี่ไม่น่าใช่หุ่นประดับจึงได้โทรฯแจ้งตำรวจ (รู้ตัวกันช้าไปหน่อยรึเปล่า?)
จะว่าไปแล้วก็นึกถึงข่าวบ้านเราที่ศพผูกคอตายห้อยอยู่บนต้นไม้ไร้คนพบเจอ ...จนมันเน่าและท่อนล่างขาดตกลงมาต๊ะเอ๋เอาชายเคราะห์ร้ายที่เดินมาฉี่ในพงแถวนั้นพอดี
------------
4. ฝังทั้งเป็น
เล่ากันว่า
พบว่าหลุมศพบางแห่งมีรอยขีดข่วนเหมือนกับร่างที่ถูกฝังไปนั้นพยายามที่จะออกจากโลง
เรื่องจริงคือ
เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ในสมัยนั้นมัน "เกิดขึ้นเป็นประจำ" ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 วิลเลี่ยม เท็บได้รวบรวมเหตุการณ์ฝังคนทั้งเป็นจากรายงานทางการแพทย์ต่างๆ ที่มีในสมัยนั้น แล้วก็สรุปได้ว่า
- 219 ราย "เกือบ" ถูกฝังทั้งเป็น
- 149 ราย "ถูกฝังทั้งเป็น"
- และอีกราวโหลนึง ที่มีการชำแหละหรือชันสูตรคนที่ยังไม่ตาย owo!!
ก่อนอื่นระลึกไว้ก่อนว่าสมัยนั้นยังเป็นยุคที่พวกหมอไม่ได้เทพเหมือนหมอตุ๊ต๊ะที่เอาหินปากบาลลูก้าตายได้ ถ้าคุณไปหาหมอเพราะเป็นไข้หวัดในสมัยนั้น เขาอาจใช้ปลิงในการวินัจฉัยโรคคุณและสั่งจ่ายเฮโรอีนเพื่อลดอาการไอของคุณ วิธีการเดียวที่พวกเขาใช้ในการพิสูจน์ว่าคนสักคนตายหรือยังคือ ยื่นก้มหน้าลงไปที่หน้าคนๆ นั้น แล้วตะโกนว่า "ตื่น!! ตื่นได้แล้ว!!!" ถ้าไม่ยอมตื่นก็ฝังแ_งเลย (แหม น่าเอาไปใช้ตอนมีทมั่งนะเนี่ย) สมัยนั้นเลยกลัวกันว่าจะถูกฝังทั้งเป็นแบบสุดๆ พวกเศรษฐีเลยต้องมี "โลงศพนิรภัย" ที่คนที่ข้างในสามารถส่งสัญญาณบางอย่างออกมาสู่โลกภายนอกได้ (โดยมากมักเป็นการสั่นกระดิ่งหรือไม่ก็ชักธงอะไรสักอย่าง) ในกรณีที่เขาดันตื่นขึ้นมาตอนอยู่ในโลง
ถึงอย่างนั้นเร็วๆนี้ก็มีเรื่องที่ชายชาวเวเนซุเอล่าชื่อคาลอส คาเมโจ้ วัย 33 ปี เกิดตื่นขึ้นมาบนเตียงผ่าศพขณะที่แพทย์กำลังชันสูตรศพเขาอยู่ เขาถูกประกาศว่าเสียชีวิตเรียบร้อยหลังเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เลยถูกนำไปชันสูตรศพแล้วพบว่ายังไม่ตายนั่นแหละ
"หมอมันมือหนักครับ ผมเลยตื่น" โชคดีมั้ยล่ะนั่น
------------
5. รูปนั้นมันแปลกๆ นะ
เล่ากันว่า
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินถือของที่เพิ่งซื้อจากร้านขายของชำเข้าไปในบ้านของหญิงชราหน้าตาน่ากลัวคนหนึ่ง แล้วจู่ๆ เขาก็ทำของร่วงหลุดจากมือเมื่อเขาเห็นภาพติดฝาผนังภาพหนึ่งที่ทำให้เขาต้องขนลุกโดยไม่ทราบสาเหตุ รูปภาพนั้นก็ดูปกติดี เป็นรูปภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่ดูปกติดีทุกอย่าง แต่ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่ขาดหายไป เขาเลยตัดสินใจถามหญิงชราถึงภาพนี้
"อ๋อ..." หญิงชราลากเสียงยาว "สวยใช่มั้ยล่ะ? ..เธอแทบดูไม่ออกเลยใช่ไหมว่านั่นเขาตายแล้ว" (แปลว่า..จับคนตายมาถ่ายรูป!!!)
เรื่องจริงคือ
คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้คงไม่มีใครคิดแม้แต่จะชำเลืองลงไปมองศพในโลงระหว่างพิธีฝังศพ แต่ถ้าย้อนไปในสมัยช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถ้ามีใครสักคนตายก็แปลว่าถึงเวลาปัดฝุ่นกล้องถ่ายรูปเพื่อเอามาถ่ายรูปครอบครัวกันแล้ว เป็นพิธีที่เรียกกันว่า "Memorial Photography" แม้ว่ามันจะฟังดูเหมือนเป็นแค่เรื่องตลกร้ายที่น่าขนหัวลุกสำหรับบรรดาตากล้องทั้งหลาย แต่ก็ดันมีเหตุผลที่ถูกยกมาใช้เพื่อทำพิธีนี้อย่างจริงๆ จังเสียด้วย เหตุผลก็คือว่า ค่าใช้จ่ายในการถ่ายรูปในสมัยนั้นแพงระยับขนาดที่ว่าอาจจะมีโอกาสได้ถ่ายแค่เพียงครั้งหนึ่งในชีวิต (หรือแป๊บนึงหลังจากเคยมีชีวิต )
จะว่าไปแล้ว การถ่ายรูป (ที่แสนแพง) ก็ยังจำเป็นต้องให้ทุกคนอยู่นิ่งๆ เพื่อให้รูปออกมาสวยที่สุดให้คุ้มกับเงินที่เสียไป ซึ่งก็เหมาะกับคนตายซะจริง ดังนั้น เหล่าศพทั้งหลายก็จะถูกจับแต่งตัวและจัดท่าทางอย่างดี และ... "ถูกถ่างตาให้เปิด" เอาไว้ตลอด และถ้าบรรดาศพๆ ทั้งหลายยังดูไม่มีชีวิตชีวาพอ เขาก็จะตกแต่งหน้าตาของศพในรูปอีกทีในภายหลัง เพื่อให้ดูไม่ให้เหมือน "ศพที่ถูกผูกติดกับเก้าอี้" ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
ปัจจุบันนี้การถ่ายรูปที่ระทึกร่วมกับศพไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไปแล้ว (ไม่แปลกใจครับ) อาจเป็นเพราะการถ่ายรูปมีราคาถูกลงมาก ก็เลยไม่จำเป็นต้องเอาไว้ถ่ายกันเฉพาะในโอกาสพิเศษอย่างเวลามีใครสักคนตายหรือไม่พวกเขาคงจู่ๆ นึกขึ้นได้มาแล้วพูดขึ้นมากระมังว่า "เดี๋ยวก่อน, นี่พวกเรากำลังทำบร้าอะไรกันวะเนี่ย!?!"

------------
6. หัวที่รัก
เล่ากันว่า
หญิงท้องคนหนึ่งเดินเข้าไปหาสามีของเธอแล้วบอกว่า "เด็กในท้องไม่ใช่ลูกของเธอนะ" สามีของเธอจัดการทำสิ่งที่ดูจะสมเหตุสมผลและรอบคอบดีแล้ว โดยการเฉาะหัวของชู้ออกแล้วหิ้วกลับบ้านมาฝากคุณเมียเป็นของรับขวัญลูก ^^
เรื่องจริงคือ
จ่าสตีเฟน แชปพ์ และไดแอน แชปพ์ คู่ทหารสามีภรรยาประจำการอยู่ที่เยอรมนี ในปี 1993 ทั้งคู่คงเกือบจะมีความสุขสุดๆ กับการเป็นพ่อแม่ ถ้าไม่เพียงเพราะติดปัญหาอยู่นิดเดียวตรงที่ว่า.... สตีเฟน ทำหมันไปเมื่อปีก่อน orz เมื่อเหตุการณ์สวมเขานี้บังคับให้ไดแอนต้องสารภาพว่าเธอเกิดไปทำกิจกรรมเข้าจังหวะกับจอร์จ โกลเฟอร์เพื่อนสนิทของสตีเฟน แล้วคุณจ่าแกทำไงกับเพื่อนและภรรยาที่แสนดีน่ะรึ....
ในคืนอันหนาวเหน็บของเดือนธันวาคมคืนเดียวกันนั้นเอง ไดแอนนอนคุยโทรศัพท์กับเกรกอรี่ชู้รักอยู่ที่โรงพยาบาล แต่แล้วจู่ๆ สายก็ขาดไป แต่อีกไม่นานไดแอนก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อครึ่งชม.ถัดมาสามีของเธอกระแทกประตูเข้ามาในห้อง แล้วดึงศรีษะที่ยังอุ่นๆ ของเกรกอรี่ออกมาจากกระเป๋าเป้ยื่นให้ไดแอน
"ดูสิไดแอน ไอ้โกลเฟอร์มันอยู่นี่แล้วไง! ทีนี้มันจะนอนกับเธอได้ทุกคืนแล้ว แต่เธอนั่นแหละที่จะหลับไม่ลงไปตลอดกาล เพราะสิ่งเดียวที่จะติดตาเธอคือไอ้นี่!" แล้วสตีเฟนก็ปล่อยหัวชุ่มเลือดของเกรกอรี่ลงบนโต๊ะข้างๆ เตียง หันหน้าหาภรรยาของเขา
ย้อนความไปนิโหน่ย ผัวเมียคู่นี้คุยกันที่รพ. เมียสารภาพเรื่องชู้ที่รพ. แล้วเห็นว่าคุณผัวดูปกติ ไม่แสดงอาการ แล้วคุณผัวก็กลับไปโดยบอกว่าจะไป "เก็บของ" (ก็ไม่พูดให้เคลียร์ว่าของอาร้ายย) แต่อันที่จริงคุณผัวแกไปตามหาชู้รัก และพบว่ากำลังคุยโทรศัพท์กับเมียตนเองอยู่ที่ฐาน (พวกเขาเป็นทหาร) พยานบอกว่านายแชปพ์แทงชู้ไป 10-15 แผลก่อนจะตัดหัวเอาไปฝากเมียนั่นแหละครับ
------------
7. หัว (เปล่าๆ) ที่มีชีวิต!
เล่ากันว่า
หัวของคุณจะยังมีความรู้สึกอยู่แป็ปนึงแม้ว่ามันจะหลุดจากบ่าไปแล้วก็ตาม ตำนานเล่ากันว่า หัวหลายหัวกระพริบตา, ตอบสนองต่อการกระตุ้น หรือ แม้แต่..พยายามจะพูด
เรื่องจริงคือ
มีหลักฐานหลายอย่างยืนยันว่าสมองของคุณจะยังทำงานได้หลายวินาทีหรือแม้แต่เป็นนาทีหลังจากหัวคุณหลุดจากบ่าไปแล้ว ตัวอย่างใหม่ล่าสุด (แค่ราว 100 ปีเอง) และรู้จักกันมากที่สุดมาจาก Dr.Beaurieux ซึ่งทำการทดลองกับฆาตกรชาวฝรั่งเศสชื่อ Languille โดยหลังจากนักโทษรายนี้ถูกกิโยตินบั่นคอไปเรียบร้อยแล้ว ตาและปากของเขายังขยับอยู่อีกราว 5-6 วินาที แล้วค่อยนิ่งไป แต่พอ Dr.Beaurieux ตะโกนเรียกชื่อเขา ตาของ Languille ก็ลืมขึ้นอีกครั้ง! คุณหมอ Beaurieux เล่าว่า "ตาของ Languille มองมาที่ผมอย่างแน่นอน ตาดำของเขาปรับโฟกัสด้วยตัวมันเอง" และคุณหมอคนนี้ก็ยังคงทดลองต่อไปเรื่อย ซึ่งได้ผลที่คล้ายคลึงกันราวๆ 30 วินาที (เป็นไปได้ว่าตอนนั้น Languille คงเบื่อจะเล่นจ๊ะเอ๋กับคุณหมอแล้วกระมัง)
หลายคนคงเกิดไม่ทันลองกิโยติน งั้นเราเปลี่ยนมาคุยเรื่องปัจจุบันนี้กันดีกว่า มีอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งหนึ่งส่งผลให้ชายคนหนึ่งในรถทำหัวหลุด เพื่อนที่นั่งข้างๆให้การว่า "หัวของเพื่อนผมตกลงมาโดยหันหน้าขึ้นมา และผมก็เห็นว่าปากของเขาขยับอ้าหุบๆไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ความรู้สึกแรกที่เขาแสดงออกมาทางสีหน้าคือช็อคไม่ก็สับสน แล้วก็เสียใจ ลูกตาของเขาขยับจริงๆ แน่นอน เขามองมาที่ผม แล้วก็มองไปที่ร่างของตัวเอง แล้วก็กลับมาที่ผม"
เป็นเรื่องที่ค่อนข้าง.. เอ่ออ.. โหดไปหน่อยว่ามั้ย? งั้นขอทิ้งท้ายด้วยเรื่องเบาๆแล้วกัน
ในแอฟริกา มีอยู่เผ่าหนึ่งที่จะผูกหัวของคุณติดกับต้นไม้ที่ง้างเอาไว้ แล้วก็ตัด (ตัดหัวนะ ไม่ใช่ต้นไม้) หลังจากหัวคุณถูกตัดออกแล้วมันก็จะพุ่งออกไปเหมือนลูกหินพุ่งจากหนังสติ๊กนั่นล่ะครับ ดังนั้น ในช่วงเวลาไม่กี่อึดใจสุดท้ายของคุณ คุณจะได้ลอยท่ามกลางท้องฟ้าสีครามสดใสกับลมเย็นๆโบกพริ้วผ่านศีรษะของคุณ (เออ น่าลองวุ้ย)
------------
หมดสำหรับ 7 เรื่องสยองขวัญแล้วครับ
อูยยยย... กว่าจะจบ (อะไรนะ? ได้ยินเสียงเอาอีกๆ) ใครอยากอ่านเพิ่มตามลิงค์ด้านบนไปนะ
นอกจากมัมมี่ลุงแม็คเคอดี้กับ Memorial Photography อันอื่นหารูปจริงไม่ได้แฮะ (ดีแล้วหละ)
ต้นฉบับบทความทั้งหมดเขียนอยู่ในเว็บต่างประเทศและอาจมีข้อมูลที่ไม่เป็นจริง หากเรื่องจริงเรื่องไหนทำให้รู้สึกว่าลบหลู่ต่อผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็ไปด่าเจ้าของเว็บเอานะจ๊ะ ซึ่งจริงๆถ้าถึงระดับ urban legend แล้วมันก็คล้ายๆเล่าเรื่องสยองขวัญแบบแจ็คเดอะริปเปอร์นั่นแหละขราบ...
ที่จริงถ้าโพสต์ตอนดึกๆจะได้อรรถรสกว่านี้ แต่ข้ากลัวผี



  Crazed Rune 


  Blue Gate Rune 

  Blinking Rune
  Champion's Rune

  Lightning Rune
  Wind Rune 

  Unicorn Rune

  Earth Rune 
  Fire Sealing Rune