พวกแรกที่นึกถึงเลยคือ ชนเผ่ามองโกล บาตูข่าน เตมูจินข่าน แล้วก็ กุบไลข่านครับ
พวกนี้เรียกได้ว่าเป็นผู้ชนะสิบทิศตัวจริง พิชิตมาแล้วเกือบทุกทวีปทั่วโลก ทั้งๆที่เป็นแค่ชนเผ่าเลี้ยงม้าแท้ๆ แม้แต่สยาม ในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงพวกมองโกลก็เคยมาครับ แต่เนื่องจากเสียกำลังคนจากการรบกับดินแดนบริเวณรอบๆ แล้วก็ประเทศไทยในสมัยนั้นอยู่ในเขตป่า ไม่เหมาะที่จะเอาม้าเข้ามา พวกมองโกลเลยตัดสินใจล่าถอยไป
พวกต่อมา คือซามูไรญี่ปุ่น กับ โอดะโนบุนากะเลย
ญี่ปุ่นไม่ค่อยเด่นในเรื่องแผนการรบ หรือการทหารเท่าไร แต่เด่นในเรื่องของวิชาการต่อสู้ เทคนิคการตีดาบ กับชาตินิยมที่ฝังหัวรุนแรงแล้วก็ความมุ่งมั่นที่แทบจะลุกเป็นไฟ จนทำให้พลิกสงครามที่จะแพ้ให้กลับมาชนะได้ ถึงแม้ ดาบญี่ปุ่นทั่วไปจะไม่แข็งแกร่งไม่มีมีอำนาจการทำลายล้างเท่ากับดาบของยุโรป หรือไม่ได้สร้างขึ้นตามหลักโลหวิทยาอย่างดาบดามาคัสของพวกอินเดียและอาหรับ แต่ก็มีวิธีการตีดาบที่เฉพาะตัวอยู่ ที่สามารถทำให้ดาบอ่อนๆ เล่มบางๆกลายเป็นดาบที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้(ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ดาบญี่ปุ่นทั่วๆไปหรือดาบเก๊ที่ถูกผลิตขึ้นมาจำนวนมากในสมัยสงครามโลกครั้งที่2)
พวกสุดท้ายคืออัศวินของทางยุโรป
เริ่มจากยุคแรกก่อน ในยุคมืดอัศวินเป็นแค่พวกคนเถื่อนบนหลังม้า ที่ชนะพวกจักรวรรดิ์โรมันได้เพราะเกราะห่วงโซ่เหล็ก ดาบสองมือใบกว้างที่ยาวและหนัก(หรือดาบมือเดียวที่ทั่งล่ำทั้งหนัก จนคนปัจจุบันถือด้วยมือเดียวไม่ไหว) และความแข็งแรงของตัวประชากร ซึ่งก็เป็นหลักที่ทำให้พวกออัศวินกำชัยเหนือพวกอื่นๆในการรบตลอดมา (มีเกราะกับอาวุธที่ดีมีคุณภาพ)
ยุคต่อมา-ต้นยุคกลาง อัศวินยังรบด้วยเกราะห่วงโซ่อยู่ แต่ในยุคนี้เริ่มมีการใช้แผ่นเหล็กป้องกันตามจุดคำคัญต่างๆของร่างกายแล้ว (เป็นอุปกรณ์เสริมเท่านั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเกราะ) หมวกเกราะเป็นคล้ายๆถัง ที่เจาะรู แล้วสวมปิดทั้งหน้า แทนหมวกเกราะที่เปิดหน้าในยุคต้น ในยุคนี้ความเชื่อเรื่องศาสนาคริสต์ยังเป็นเรื่องใหญ่อยู่มาก พวกพระนักบวช มีอำนาจพอๆกับพระราชาหรือขุนนางเลยทีเดียว ทำให้เกิดสงครามครูเสดอยู่บ่อยครั้ง (สงครามครูเสดคือสงครามกับคนที่เป็นศัตรูของสันตปาปา ไม่ใช่แค่สงครามระหว่างอิลามกับคริสต์) มีการก่อตั้งกองกำลังทางทหาร ที่เป็นกลุ่มอัศวินต่างๆขึ้นมากมาย(ในทีนี้ขอเรียกว่าครูเสดเดอร์เรนเจอร์) ที่เด่นๆก็มีพวก
เทมพลา(ใหญ่เป็นอันดับ1) สีแบบที่คุณลูก้าบอกไว้แล้ว พวกนี้เด่นในด้านที่มีจำนวนสมาชิก มากที่สุด เพราะได้รับความนิยมสูงสุด (สมาชิกเยอะไม่ได้หมายความว่าสมาชิกทุกคนจะเป็นกำลังรบนะ พวกลูกขุนนางเข้าเอาเท่เป็นแฟชั่นก็มีเยอะถมถืด)กลุ่มนี้เด่นในเรื่องของอำนาจทางการเงินและการทำธุรกิจ เป็นพวกที่ริเริ่มระบบธนาคารเป็นครั้งแรกในยุโรป อีกทั้งมีเรื่องเกี่ยวกับตำนานหลากหลาย ว่าพวกนี้หาอุปกรณ์ศักดิ์ศิทธิ์ของพระเจ้าเจอ แล้วก็เจอคำภีร์เดดซี ที่เป็นคำภีรร์ที่แท้จริงของศาสนาคริสต์ ไม่มีการบิดเบือนใดๆ ในด้านการรบชนะ-แพ้ กลุ่มอัศวินกลุ่มนี้ก็มักจะได้หน้ามากที่สุด เพราะว่าสมาชิกเยอะ ตัวเลขที่รบชนะในนามของกลุ่มก็ต้องเยอะตามด้วย

อีกเรื่องที่เด่น สำหรับกลุ่มนี้ก็คือเรื่องลูกฮึด ถึงแม้ครูเสดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้ความเชื่อเป็นพลังขับเคลื่อน แต่กลุ่มเทมพลานี้ก็ได้ชื่อว่ามีลูกบ้าจากความเชื่อให้เห็นบ่อยสุด ตอนหลัง กลุ่มนี้โดนพระสันตปาปา กับ พระราชาของฝรั่งเศส(ขี้เกียจจำชื่อ)กวาดล้าง ตามตำนานบอกว่า เพราะพวกเทมพลาเจอคำภีร์เดดซี สันตปาปา กลัวว่าจะบิดเบือนความเชื่อ เลยสั่งกวาดล้าง ถ้าตามประวัติศาสตร์ คือพระราชาของฝรั่งเศส กู้เงินจำนวนเยอะเกินกว่าจะใช้คืนไหวจากพวกเทมพลา เลยไปยั่วยุพระสันตปาปาให้ช่วยกันเก็บพวกเทมพลา ว่ากันว่า เรื่องนี้ กลุ่มอัศวิน ฮอสพิทัลลาร์เองก็มีส่วนอยู่เบื้องหลัง เพราะที่ดินส่วนใหญ่ที่พวกเทมพลาโดนยึด โดนยกให้พวกฮอสพิทัลลาร์หมด พวกเทมพลาที่ลาออกจากกลุ่มก็ไปเข้ากับฮอสพิทัลลาร์แทน (เทมพลากับฮอสพิทัลลาร์ไม่ถูกกันมาตั้งแต่แรก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะสาเหตุอะไร) การ์ตูนเรื่องดีเกรย์แมน ก็เอาโครงเรื่องของพวกเอ็กโซซิสต์ มาจากพวกเทมพลานี่ละ
ฮอสพิทัลลาร์(ใหญ่เป็นอันดับ2)สีแบบที่คุณลูก้าบอกไว้แล้ว=w=~ ว่ากันว่าเป็นกองกำลังอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดในอนาจักรชาวคริสต์ ปัจจุบันกลายเป็นโรงพยาบาลเซนต์จอห์น
ทิวทอนิค(น่าจะใหญ่เป็นอันดับ3 ไม่แน่ใจว่าจำสับกับไนท์ออฟซาตาจิโอ้หรือเปล่า)สีแบบที่คุณลูก้าบอกไว้แล้ว แต่กลุ่มนี้จะเด่นกว่าพวกอื่นคือเครื่องแบบมักจะมีผ้าคลุมด้วย เท่าที่รู้มารู้สึกอัศวินกลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับศาสนาน้อยที่สุด(เคร่งน้อยสุด) เป็นเหมือนกองกำลังทางทหารเพื่อโฮลี่โรมันเอ็มไพร์มากกว่า ในยุคแรกๆรบชนะบ่อยๆ แต่พอมายุคกลางตอนปลาย เริ่มแพ้ติดๆกัน จนเหลือนิดเดียว(ยุคนั้นโฮลี่โรมันเองก็โดนออสเตรีย-ฮังการีรุกรานจนย่ำแย่) แล้วสุดท้ายก็โดนนโปเลียนสั่งยุบ จนกลายเป็นองค์กรช่วยเหลือคนชรา มามีบทอีกครั้งในสงครามโลกครั้งที่2 ไม้กางเขนที่ฮิตเลอร์ใช้เป้นสัญลักษณ์ของกองทัพเยอรมัน ก็มาจากกางเขนดำของทิวทอนิคนี่ละ ฮิตเลอร์พยายามจะตั้งกลุ่มฮัศวินนี้ขึ้นมาใหม่ แต่ตอนหลังจากที่เยอรมันแพ้สงคราม กลุ่มอัศวินทิวทอนิคก็กลายเป็นองค์กรสงเคราะห์คนชราเหมือนเดิม
และ อีกกลุ่ม อัศวินแห่ง ซานตาจิโอ้ ของสเปน พวกนี้จะแต่งกายคล้ายๆกับเทมพลา คือใช้พื้นสีออกขาวกับกางเขนสีแดง แต่ต่างกันตรงที่ พื้นเป็นสีขาวอมเหลือง และกางเขนแดงมีปลายแหลม ทั้ง 4 ด้าน ไม่ค่อยมีรายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มนี้เท่าไร เพราะมันไม่ดังเลย ^^"
ยุคต่อมา-ยุคกลาง(1100-1300) หมวกเกราะของอัศวินเริ่มทำหรูหรา ป้องกันหลายชั้น รัดกุมขึ้น แต่เกราะก็ยังเป็นเกราะห่วงโซ่เหมือนเดิม แต่ถ้าเป็นเครื่องแบบของพวกอัศวินคนสำคัญยศสูงๆจะมีแผ่นเหล็กเข้ามาประดับหรือปิดส่วนสำคัญ ยุคนี้มีเกราะแผ่นเหล็กที่หนาขนาดลูกกระสุนปืนเจาะไม่เข้าแล้ว แต่ยังไม่ใช้ในการรบจริง เพราะมีน้ำหนักเยอะ และเทอะทะมาก จะใช้ในงานพิธี กับในการประลองซะมากกว่า เกราะแผ่นเหล็กที่ว่านี้จะปิดแค่ข้างหน้าเท่านั้น (หรือแล้วแต่อัศวินผู้ประลองจะระบุว่าให้เพิ่มเติม)
ยุคกลางตอนปลาย (1300-1400) เริ่มมีการติดเกราะแผ่นเหล็ก เวอร์ชันน้ำหนักน้อยให้กับอัศวินทั่วๆไปแล้ว เกราะแผ่นเหล็กพวกนี้ถ้าใช้ลุกธนูยิงใส่ตรงๆในระยะใกล้จะทะลุได้ แต่ลูกกระสุนหน้าไม้ กับธนูที่ยิงจากระยะไกลมากๆ ไม่สามารถทะลุได้ ยุคนี้ดาบใบกว้างของอัศวินจะใหญ่และหนักขึ้น เพื่อที่จะได้ตัดผ่านเกราะแผ่นเหล็กได้
ยุคฟื้นูศิลปะวิทยา (1400-1500) เพราะว่าอาวุธปืน อัศวินในยุคนี้กองทหารม้า บางทีถึงจะไม่ใช่อัศวิน จะใส่เสื้อเกราะแผ่นเหล็กที่หนา ขนาดลูกกระสุนปืนเจาะไม่เข้ากันแล้ว และต่อให้เป็นดาบหรือขวานมือเดียวก็เจาะไม่เข้าเช่นกัน เช่นเกราะของพวก อัศวินกอธิค(โลลิต้า?) หรืออัศวินสวิส ทำให้ในยุคนี้อัศวินจะใช้ดาบเรียว(ไว้แทงเข้าซอกเกราะ) ไม่ก็ดาบสองมือแทนดาบมือเดียวหรือตะบอง แล้วใช้ขวานด้ามยาว แทนทวนบนหลังม้า พวกทหารเดินเท้าจะสวมเกราะแผ่นเหล็กแบบเบา แล้วถือหอกหนัก หรือขวานด้ามยาวกันแล้ว ยุคหลังจากนี้ นับว่าหมดยุคของอัศวินสวมเกราะกันแล้ว เพราะปืนคาบศิลารุ่นที่ผลิตออกมาต่อจากนี้มีอานุภาพร้ายกาจกว่าปืนคาบศิลาในยุคกลางมาก