On the Way to a Smile : Case of Yuffie

yuffie-portrait1

Written by Kazushige Nojima

Published in FFVII: On the Way to a Smile Book

Translated (Jap>Eng) by LH Yeung

Translated (Eng>Thai) by Shiryu

อีกตอนหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในชุด On the Way to a Smile ของ Advent Children Complete เป็นเรื่องราวของยุฟฟี่นินจาสาวน้อยที่เดินทางกลับไปยังวูไทที่กำลังประสบ ปัญหาบ้านช่องถูกไลฟ์สตรีมทำลาย ซ้ำร้ายโรคจีโอสติ๊กม่าก็เริ่มแพร่ระบาดในเมือง จากใน Advent Children เราได้รู้กันแล้วว่ายุฟฟี่วุ่นอยู่กับการจัดการโรคระบาดที่บ้านเกิดเธอ และยุฟฟี่ก็ได้ค้นพบความจริงหลายอย่างเกี่ยวกับโรคนี้จนแทบจะเรียกได้ว่า เป็นคนที่รู้จักโรคนี้มากกว่าใคร การเผชิญปัญหาครั้งนี้จะช่วยให้ยุฟฟี่เติบโตและปรับเปลี่ยนทัศนคติหลายอย่าง
 

อ่านนิยายแปลภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นต้นแบบได้ที่ thelifestream.net

 
 
 

On the Way to a Smile

 

บนเส้นทางสู่รอยยิ้ม

 

เรื่องราวของยุฟฟี่

 

ยุฟฟี่และเพื่อนๆพากันเดินทางมาที่นครสาบสูญ ณ ทะเลสาบเล็กๆที่แอริธจบชีวิตลงอีกครั้งเพื่อบอกให้เธอรู้ว่าการต่อสู้กับเซ ฟิรอธจบสิ้นลงไปแล้ว พวกเขายืนสงบนิ่งอยู่บนแท่นบูชาเหนือทะเลสาบแล้วอำลาแอริธในใจด้วยถ้อยคำที่ แตกต่างกันออกไป

"ลาก่อน"

วินเซนต์พูดเสียงต่ำ ทันใดนั้นยุฟฟี่ก็หันไปพบว่าวินเซนต์เดินออกไปแล้ว เธองงว่าหมอนี่บทจะไปก็ไปกันแบบนี้เลยเรอะ?

"เดี๋ยวๆ - เดี๋ยวก่อนเซ่!!"

ยุฟฟี่ตะโกนออกมา

"นายจะจากไปเฉยๆแบบนี้ได้ไง? พวกเราเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกันมานะ"

แต่วินเซนต์ไม่สนใจ เธอจึงวิ่งไปดักแล้วประจันหน้ากับเขา แต่พอสบตาวินเซนต์เข้าก็รู้สึกเหมือนเขามองไปยังที่ๆอยู่ไกลแสนไกล เป็นแววตาที่ทรงพลังจนยุฟฟี่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่ เมื่อรู้ว่ายังไงก็คงหยุดเขาไม่ได้เธอก็หลบออกมา

"รักษาตัวด้วยนะ" วินเซนต์พูดขณะเดินผ่านยุฟฟี่ไป เป็นคำที่ยุฟฟี่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของเขา ทำเอาเธอลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แล้วรู้สึกว่าเธอสัมผัสถึงหัวใจของ เขาได้นิดหน่อยแล้ว

คลาวด์, ทีฟา, แบเร็ต, ซิด และเร้ด13 ยืนดูทั้งสองคนอยู่

"ดูเหมือนเขามีที่ต้องไปน่ะ" ยุฟฟี่พูดขึ้นเมื่อเดินกลับมาหาเพื่อนๆ

"คงไปหาแฟนมันมั้ง ตูไปมั่งดีกว่า" ซิดพูดขึ้น

"นั่นสิ ฉันเองก็เหมือนกัน" แบเร็ตเห็นด้วย

ยุฟฟี่คิดว่าทุกคนต่างก็มีคนให้กลับไปหา เธอเข้าใจเรื่องนี้ดีแต่ก็เก็บความรู้สึกไว้ไม่อยู่

"พวกนาย.... ทำไมพวกนายบอกลากันง่ายๆแบบนั้นเล่า!"

"ก็เพราะเรารู้ว่าเราจะกลับมาเจอกันอีกเมื่อไหร่ก็ได้ไงล่ะ" ซิดพูดขณะที่เดินออกไป คลาวด์และทีฟาพยักหน้า แม้แต่เร้ด13ก็เห็นด้วย แต่ยุฟฟี่คิดว่าเร้ด13ก็คงแค่เออออตามคนอื่นไปงั้นเอง

"นั่นสินะ"


เธอเริ่มรู้สึกเหมือนคนอื่นๆ และยอมรับการจากลาครั้งนี้

"ไปกันเถอะ"


คลาวด์และทีฟาเดินออกไป ยุฟฟี่นึกในใจว่าพอพวกเราออกจากที่นี่ไปแล้วก็ถือว่าพวกเราได้แยกจากกันแล้ว สินะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ชั้นจะเที่ยวให้สนุกเลย


"เฮ้ย คอยก่อนสิ!"


แบเร็ตตะโกนขึ้นมา ทำลายบรรยากาศอำลาซะย่อยยับ เพราะงี้ไงชั้นถึงไม่ชอบลุงแก่ๆ เธอเห็นเขาหยิบมาทีเรียออกจากแขนกลแล้วยื่นให้คลาวด์

"เราจะทำไงกับไอ้นี่ดี?"

"นี่เดี๋ยวสิ!"

ยุฟฟี่เพิ่งนึกเรื่องสำคัญออก เธอเกือบลืมจุดประสงค์หลักของเธอในการเดินทางครั้งนี้

"ชั้น ขอหมดนี่.... อ่า ไม่สิ ..คือ ชั้นขอไว้ครึ่งนึงได้มั้ย? ชั้นจะเอาไปวูไทแล้วเก็บรักษาอย่างดีเลย อ่า อาจมีเอามาใช้นิดหน่อยน่ะ นะ"

สายตาของเพื่อนๆพากันจับจ้องมาที่เธอ ปกติเธอชอบเรียกร้องความสนใจแต่หนนี้เธอรู้สึกอายนิดๆเลยต้องพูดแก้เก้อออกมา

"ชั้นอยู่ระหว่างล่ามาทีเรียน่ะ ที่ชั้นตามพวกนายมาเพราะทำตามสัญชาติญาณนักล่ามาทีเรียน่ะนะ แล้วมาทีเรียพวกนายก็ล่อใจมากเลย"

ด้วยการวิจัยของชินระ ผสมผสานกับเทคโนโลยีและความรู้เรื่องชีวิตของดวงดาวทำให้พวกเขาสามารถสร้าง มาทีเรียที่ไม่มีในธรรมชาติได้ ซึ่งมาทีเรียที่พวกคลาวด์มีส่วนมากก็มาจากการสังเคราะห์โดยชินระ

"เอาจริงๆเลยนะ ชั้นไม่ค่อยรู้หรอกว่าพวกนายต้องการอะไรหรือพวกนายเป็นใครมาจากไหนกันบ้าง แต่ก็ไม่สำคัญหรอกเนอะ ก็เราร่วมต่อสู้กันมานี่นา แล้วชั้นก็ไม่ได้ช่วยพวกนายสู้เพราะมาทีเรียนะ ชั้นแค่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้มากก็เถอะ เราเป็นเพื่อนกันแล้วนี่นา นึกให้ดีสิ ชั้นช่วยพวกนายตั้งกี่ครั้ง?"

หลังพูดจบยุฟฟี่ก็นึกขึ้นมาว่าไอ้ประโยคสุดท้ายที่พูดไปนั่นไม่จริงซักนิด

"ฮื่อ เธอช่วยเราหลายหนเลยล่ะยุฟฟี่"
ทีฟาพูดขึ้น

ยุฟฟี่งงเต๊ก

"เธอเป็นเด็กที่เก่งมากเลยนะ ทั้งร่าเริงแล้วก็เข้มแข็ง"

"เห?"


ยุฟฟี่แปลกใจและรอให้ทีฟาพูดต่อ แต่ทีฟาก็เงียบแล้วยืนยิ้ม

"เธอคิดงั้นจริงเหรอ?" ยุฟฟี่หลุดปากถามออกมา

"ฮื่อ" ทีฟาพยักหน้าตอบทันที

"แหะๆๆ"

คำตอบนี้ทำเอายุฟฟี่เขิน เธอคิดว่าบางทีเธออาจได้มาทีเรียมาแบบไม่มีคนแย้ง

"นายคิดไงล่ะแบเร็ต?"

คลาวด์รีบหันไปถามแบเร็ต นายจะถามอีตาแบเร็ตไปทำไมย้า? ยุฟฟี่โวยออกมา...ในใจ

"อืมมมมม" แบเร็ตคิด "ยุฟฟี่เป็นเพื่อนที่ดีของเราก็จริง แต่มันไม่เกี่ยวกับมาทีเรียนี่หว่า เนอะ?"

"ไม่นะ เกี่ยวสุดๆเลยหละ! ชั้นรู้ว่าพวกเรากำจัดเซฟิรอธได้ทุกอย่างก็น่าจะจบแล้ว แต่ชั้นมีความฝันที่จะฟื้นฟูวูไท และชั้นก็จำเป็นต้องมีมาทีเรีย"

"ฟื้นฟูเหรอ..."


หนนี้ซิดแทรกขึ้นมา เงียบไปเลยลุง! ยุฟฟี่จ้องซิดด้วยสายตาดุร้าย

"ถ้าจะฟื้นฟู มิดการ์น่าช่วยกว่าตั้งเยอะ"

"จริงด้วยแฮะ"


คลาวด์เห็นด้วยกับซิด

"เอางี้แล้วกันยุฟฟี่ เราจะให้มาทีเรียเธอทั้งหมด"

"เย้!"

"แต่ชั้นจะเอาไปเก็บในที่ปลอดภัย"

"เฮ้ยๆ อย่ามาหลอกเด็กนะ!"

ยุฟฟี่รู้ว่ากำลังจะโดนหลอกเลยประท้วงขึ้นมา

"เปล่านะ มาทีเรียที่เรามีส่วนใหญ่ก็สำหรับเอาไว้ต่อสู้ใช่ไหม? คงไม่ค่อยมีประโยชน์กับวูไทนักหรอก เราใช้มาทีเรียรักษาลูกนี้ด้วยกันส่วนลูกอื่นก็เก็บไว้เถอะ ชั้นว่าชั้นมีประสบการณ์ใช้มาทีเรียอันตรายๆมากที่สุดนะ"

"เราไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สู้รบแล้วก็จริง แต่...."

"ทำไมเหรอ?"

"ต่อให้เราไม่ใช้ แต่มีไว้ก็สบายใจกว่านี่นา ใช่มะ?"

"เอางั้นก็ได้ เธอกลับไปที่วูไทก่อน พอเธอรู้สึกไม่สบายใจเมื่อไหร่ ก็ติดต่อมานะ แล้วค่อยว่ากันอีกที"


คลาวด์พูดออกมานุ่มๆแต่สุดท้ายก็คือไม่ให้นั่นแหละ แต่ก็จริงอย่างที่เขาว่า ต่อให้วูไทได้มาทีเรียที่มีพลังทำลายมหาศาลไปก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ยุฟฟี่เองก็เข้าใจดีว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว

"ก็ได้ เก็บมาทีเรียของชั้นไว้ให้ดีๆล่ะ"


"ตอนนี้ชั้นเป็นคนที่มีมาทีเรียมากที่สุดในโลกแล้วนะ เจ๋งม้า?"

ยุฟฟี่คุยกับโชโคโบะที่ขี่อยู่ขณะเดินทางกลับบ้านเกิดวูไท

"แกว่าชั้นแวะซื้อเสื้อใหม่หน่อยดีมะ? ชุดพวกนี้ขาดหมดแล้ว"

ยุฟฟี่นึกภาพตอนที่ชาววูไทคอยต้อนรับตอนเธอกลับไปบ้าน เธอเชื่อว่าพวกเขาคงรู้ว่าดวงดาวรอดพ้นหายนะเพราะพวกเธอ และทุกคนคงมารวมตัวกันเพื่อฟังเธอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น

"อ๊ะ จริงสิ เสื้อขาดๆนี่จะทำให้คนอื่นเห็นว่าที่ผ่านมาชั้นลำบากแสนสาหัสขนาดไหน งั้นเก็บไว้ก่อนดีกว่า ตอนนี้นึกเรื่องที่จะเอาไปโม้ดีกว่าเนอะ!"

แต่ยุฟฟี่ก็จำเรื่องสำคัญๆไม่ค่อยได้ แถมเรียบเรียงไม่ถูกด้วยซ้ำว่าหายนะที่เพิ่งจะผ่านมามันคืออะไร

"แย่จัง..."

คนอื่นๆคิดอะไรกันอยู่นะ? แล้วคนอื่นๆไปไงมาไงกันบ้างน้อ? มีหลายๆสิ่งที่ยุฟฟี่ไม่รู้เพราะเธอเพิ่งมาร่วมทีมเอากลางทาง

"รู้งี้น่าจะถามไว้ก็ดี ....แต่ช่างเหอะ ด้นสดเอาก็ได้ อดีตโซลเยอร์เซฟิรอธที่บริษัทชินระที่ชั่วร้ายสร้างขึ้นมาคิดแผนการชั่ว คลาวด์และพรรคพวกออกตามล่าเซฟิรอธขณะต่อสู้กับบ.ชินระ พอเซฟิรอธจนมุมก็พยายามใช้แบล็คมาทีเรียเรียกดาวตกดวงเล็กๆลงมาใส่ดวงดาว แต่เราก็เสี่ยงชีวิตและสามารถหยุดยั้งเจ้านั่นได้ อืม ใช้ได้ๆ ฟังเข้าใจง่ายดี"

แต่หลายๆเรื่องที่ยุฟฟี่ไม่รู้ก็ได้มาถึงวูไทแล้วในที่สุด จนกระทั่งยุฟฟี่ต้องเข้าไปพัวพันกับมัน


"เฮ้!"

ตอนนี้มองเห็นวูไทแล้ว จริงๆระหว่างเดินทางเธอก็ได้แวะมาที่นี่หลายครั้ง แต่การกลับมาหนนี้ต่างจากหนก่อนๆหลังได้สะสางบางอย่างไปแล้ว เธอหยุดโชโคโบะแล้วมองไปยังบ้านของตัวเอง

"เอ๋? ทำไม....?"

ยุฟฟี่ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมา

ตอนนี้เป็นเวลารุ่งสาง หลังปล่อยโชโคโบะกลับไปแล้วเธอก็วิ่งลงมาตามทางที่เธอคุ้นเคยดี เธอมาที่บ้านโดยหวังว่าโกโด้พ่อของเธอจะรออยู่ที่นั่น ยุฟฟี่ไม่อยากให้ชาวเมืองคนอื่นสังเกตเห็นว่าเธอกลับมาแล้ว ถึงจะอยากเก็บเสื้อขาดๆไว้แต่อย่างน้อยเธอก็อยากจะล้างหน้าสักหน่อย

โกโด้ที่คอยอยู่หน้าประตูตะโกนดังลั่น

"ไปไหนมา?"

พอได้ยินเสียงยุฟฟี่โกโด้ก็หันมาหา

"กลับมาแล้วค่า ทุกอย่างจบลงแล้ว"

โกโด้พยักหน้ารับ

"ดีใจที่ลูกกลับมานะยุฟฟี่ แต่ฟังก่อน ตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวายมากเลย เราอยากได้แรงสาวๆอย่างลูกมาช่วยกันหน่อยน่ะ"

เขาหอบถุงใส่เครื่องไม้เครื่องมือขึ้นบ่าแล้วเดินลงไปกลางตัวเมือง

"คอยเดี๋ยวสิ!"

ยุฟฟี่รีบตามพ่อลงมา

"พ่อได้ยินเรื่องที่หนูไปสู้มาแล้วใช่ม้า? ปาร์ตี้ต้อนรับล่ะ? แล้วคนอื่นๆไปไหนหมด?"


ยุฟฟี่บ่นไปพลางก็เล่าเรื่องที่เธอและเพื่อนๆช่วยกันเรียกไลฟ์สตรีมออกมาช่วยดวงดาวไปพลาง โกโด้หยุดเดินแล้วหันมาจ้องเขม็ง

"ลูกไปทำอะไรมาพ่อไม่รู้หรอก ที่รู้ๆคือโลกจะฉิบหายเพราะสิ่งที่ไอ้พวกชินระโง่ๆกับโซลเยอร์บ้าๆมันทำ เจตจำนงของจักรวาลก็เลยเรียกเมเทโอมาทำลายโลก แต่ดวงดาวก็ปล่อยไลฟ์สตรีมมาป้องกันตัวเองไว้ได้ พ่อเข้าใจมาแบบนั้นแหละ"

"เจตจำนงของจักรวาลเรอะ? ใครคิดล่ะนั่น?"

"พ่อตีความแบบนั้นน่ะ ความจริงอาจไม่ใช่แบบนั้นก็ได้ แต่ก็ช่างมันเถอะ แล้วอย่าไปเล่าให้ใครฟังว่าลูกไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ล่ะ ถึงผู้คนจะเข้าใจว่าไลฟ์สตรีมช่วยดาวดวงนี้ไว้ก็จริง แต่ก็มีคนไม่แฮปปี้กับเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกันนะ"

"หงะ!"


ยุฟฟี่ชกลมประท้วง

"เกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้ล่ะเนี้ย...."

พอมองไปรอบๆยุฟฟี่ก็เพิ่งสังเกตเห็นบ้านช่องพังเสียหาย กำแพงของโรงฝึกหลังคาแดงเก่าแก่ก็มีรูโหว่ กระเบื้องก็ร่วงจากหลังคา

"เกิดอะไรขึ้นกัน?"

"ไลฟ์สตรีมพัดผ่านที่นี่ด้วย คืนนั้นบ้านเรือนสั่นสะเทือนน่าหวาดกลัวมาก ถึงจะเทียบกับหายนะที่เกิดขึ้นที่มิดการ์ไม่ได้ แต่อาคารที่นี่เก่ามาก ถึงภายนอกจะไม่เห็นความเสียหายเท่าไหร่แต่เสากับคานมันคงหักหมดแล้ว วันดีคืนดีเดี๋ยวมันก็พังลงมา พ่อเลยเอาค้อนมานั่งซ่อ... หือ? ทำไมเรอะยุฟฟี่?"

ยุฟฟี่มองชาวบ้านที่มารวมตัวกันซ่อมแซมอาคาร หลายๆคนพันแผลเต็มตัว

"ทุกคนปลอดภัยดีหรือเปล่า? มีใครบาดเจ็บหนักไหม?"

"ก็เจ็บกันหลายคนเลยหละ แต่ที่สาหัสมีไม่มาก"

"ไม่เยอะสินะ"

"ฮื่อ แล้วจะรู้ไปทำไมเล่า มาช่วยพ่อซ่อมตึกดีกว่ามา"


โกโด้หยิบค้อนจากเป้ส่งให้ยุฟฟี่

"นี่พ่อ ใช้ไอ้นี่กันเถอะ"

ยุฟฟี่หยิบมาทีเรียรักษาออกมาให้พ่อดู ทำเอาโกโด้ตาลุกวาว

"อา.... มีอีกไหม?"

"มีอันเดียวจ้ะพ่อ มาทีเรียแบบนี้หายากนะ หนูว่าจะเอากลับมาเยอะๆแต่พวกมาทีเรียโจมตีมันอันตรายนี่เนอะ"

"ใช่เลย ลูกคิดถูกแล้ว"

โกโด้เดินเข้าไปตรวจสภาพโรงฝึกหลังคาแดง

"อันนี้น่าจะซ่อมไม่ยากเท่าไหร่"
แล้วเขาก็ตะโกนเรียกคน "เฮ้! มาช่วยกันหน่อยพวกเรา! เราจะปรับตึกนี้เป็นโรงพยาบาล"


ยุฟฟี่รู้ดีว่าบทนักล่ามาทีเรียของเธอจบสิ้นลงแล้ว เธอจะกำเนิดใหม่เป็น"คุณหมอยุฟฟี่" ซึ่งทุกคนที่มาโรงพยาบาลต่างรู้สึกขอบคุณยุฟฟี่มาก เธอยังอยากเล่าเรื่องการเดินทางให้คนอื่นฟัง แต่พอได้เห็นคนที่บาดเจ็บจากไลฟ์สตรีมแล้วเธอก็เปลี่ยนความคิด

บางคนมีแผลที่มาทีเรียเองก็รักษาไม่ได้ แต่เธอก็เชื่อว่าถ้าดูแลรักษาตัวดีๆอาการน่าจะทุเลาไปเอง แต่ปัญหาก็คือตัวยุฟฟี่เองไม่มีพลังจิตมากพอ มาทีเรียคือไลฟ์สตรีมที่ตกผลึก การจะดึงพลังออกจากมาทีเรียจำเป็นต้องมีแรงกระตุ้นจากคลื่นจิตที่ส่งออกมาจากผู้ใช้ ซึ่งนั่นก็ทำให้พลังจิตของผู้ใช้ลดลงไปด้วย ความเหนื่อยล้าจะทำให้ง่วงนอน ยุฟฟี่เก็บป้ายคุณหมอในช่วงเย็นแล้วก็กระโดดขึ้นไปหลับเป็นตายบนฟูก

"โอย...."


พรุ่งนี้หยุดสักวันแล้วออกไปหาอีเธอร์หรืออะไรแนวๆ นั้นดีกว่า ว่าแต่ตอนที่พวกคลาวด์ใช้อีเธอร์หมดพวกนั้นยังเดินทางต่อกันหรือเปล่าน้า?



ปัง ปัง --

ปึง ปึง --


เสียงคนกำลังทุบกำแพง

"หนวกกกกกหู!"

ยุฟฟี่กระโดดลงจากฟูก มีเรื่องด่วนนักรึไง?


ปัง ปัง --

ปึง ปึง --



เดี๋ยวสิ ชักแปลกๆแฮะ เสียงมันเหมือนกับ เหมือนกับกำลังตอกตะปู

"เยี่ยมเลย ทีนี้ก็ขังยุฟฟี่ไว้ในนี้ได้ละ"
ยุฟฟี่แอบได้ยินเสียงพ่อ

"เฮ้ย?"

เธอรีบวิ่งไปที่ประตูแต่ก็เปิดไม่ออก

"ทำอะไรน่ะพ่อ! หนูเปิดประตูไม่ออกนะ!"

"ถามใจตัวเองสิ ลูกกำลังปิดเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างอยู่ใชไหมล่ะ? อยู่ในนั้นแล้วนั่งคิดให้ดีก่อนแล้วกันว่าลูกทำอะไรลงไป!"


ยุฟฟี่คิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย พอลองเอามือกุมหัวใจตัวเองก็รู้ว่า...มันเต้นปกติ เธอยังไม่ตาย แค่นั้นแหละ

"พ่อ!"

แต่ไม่มีใครตอบอะไรยุฟฟี่

"มีใครอยู่ตรงนั้นมั้ย?"

เสียงเธอฟังดูอ่อนแรงแบบที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือต่อให้เจอแบบนี้เข้าไปเธอก็ยังไม่หายง่วง

"ไอ้พ่อบ้า ไว้งีบก่อน เดี๋ยวเจอกันแน่"




โครม!



เสียงเหมือนคนถีบประตูทำเอายุฟฟี่สะดุ้งตื่นหลังงีบไปหลายชม.

"อะไรอีกล่ะทีนี้..."

"ยัยง่าวยุฟฟี่!"


เป็นเสียงของเด็กผู้หญิงรุ่นเดียวกับเธอ แต่เธอไม่คุ้นเสียงนี้เท่าไหร่ เธอหงุดหงิดที่ใครก็ไม่รู้มาด่าเธอว่าง่าว

"ชั้นโง่ตรงไหนยะ!"

"เพราะเธอนั่นแหละทำให้แม่ของยูริป่วย!"

"ป่วยเหรอ? แล้วมันเกี่ยวกับชั้นได้ไงเล่า?"

"เธอเอามันมาจากมิดการ์ใช่ไหมล่ะ!!"

"หา?"

แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ ยุฟฟี่ได้ยินเสียงผู้ใหญ่คุยกันข้างนอก พวกนั้นคงห้ามไม่ให้เธอมาคุยกับเรา


ปัง!

คราวนี้เป็นเสียงคนเอาหินขว้างโรงฝึก พอยุฟฟี่คิดว่าคนอื่นเกลียดเธอขนาดไม่สนใจว่าจะทำให้ตึกสำคัญอย่างอาคารนี้ ต้องเสียหายแล้วก็รู้สึกปวดใจ

"ชั้นไปทำอะไรให้กันเล่า"

ยุฟฟี่ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกระทั่งรุ่งเช้า แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องว่างตรงผนังเข้ามา

"ยุฟฟี่? ยุฟฟี่ เธอยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?"

ถามอะไรอย่างงั้นยะ? ยุฟฟี่คิด แต่เธอก็รู้สึกได้ว่าเสียงนั้นถามด้วยความเป็นห่วง

"ใครน่ะ?"

"ฉันยูริไง จำไม่ได้เหรอ? ที่ตอนเด็กๆเราเล่นกันบ่อยๆน่ะ"


เธอไม่ค่อยคุ้นเสียงนี้เท่าไหร่ เธอจำหน้าเพื่อนในวัยเด็กได้ ถึงตอนนี้จะไม่เห็นหน้าเขาแต่เธอก็จำชื่อเขาได้ เขาคือยูริที่แม่ป่วยเพราะยุฟฟี่นี่เอง

"แม่นายเป็นไงบ้างล่ะ? เธอป่วยใช่มะ? ไม่ใช่ความผิดชั้นซักหน่อย"

"แม่ฉันเหรอ? ใช่แม่กำลังป่วย เป็นโรคที่เราไม่รู้จัก มีของเหลวสีดำๆอะไรไม่รู้ไหลออกมาจากหู อาการแม่ย่ำแย่มากจนฉันเองยังไม่กล้ามองเลย"

"ท่าทางอาการจะหนักมากเลยนะ"


ยุฟฟี่นึกภาพตามถึงความร้ายแรงของโรคนี้จนภาพติดอยู่ในหัว

"ใช่ แต่ฉันไม่คิดว่าเป็นความผิดเธอหรอกยุฟฟี่"

"เอ๋?"

"คอยเดี๋ยวนะ ฉันจะช่วยเธอออกมาเอง"


เอี๊ยด! เอี๊ยด! เสียงยูริกำลังถอนตะปูสักพักประตูก็เปิดออก

"ไง"

"หวัดดี"


ยุฟฟี่เห็นหน้ายูริ เขาจมูกสวย รวบผมเป็นหางม้าด้านหลัง แต่ยุฟฟี่จำเขาไม่ได้

"ไม่เจอกันนานเลยนะยูริ!"

"เธอจำฉันได้ด้วย!"

"แหงอยู่แล้ว"

(จริงๆจำไม่ได้สักนิด)

"แย่ละสิ คุณโกโด้กับคนอื่นกำลังมาทางนี้แล้ว รีบเผ่นกันเถอะ"

ยุฟฟี่จับมือที่ยูริยื่นมาแบบไม่รู้ตัวแล้วก็พากันหนีออกมาจากโรงฝึก

"ยุฟฟี่! ยุฟฟี่! คอยก่อน! เฮ้ยยูริ! เธอจะแพร่โรคนะ!"

ทั้งสองวิ่งออกจากประตูหมู่บ้านโดยมีเสียงพ่อของยุฟฟี่ตะโกนตามหลัง ทั้งสองวิ่งมาไกลจนไม่มีใครตามมา แล้วจู่ๆยูริก็หยุดกึกจนยุฟฟี่วิ่งไปชนเข้า

"ทางนี้"

ยูริวิ่งออกไปทางด้านซ้าย แล้วยุฟฟี่ก็เข้าใจว่าทำไมเมื่อกี้จู่ๆยูริก็หยุดวิ่ง มีมอนสเตอร์ตัวหนึ่งกำลังจ้องขู่ทั้งสองอยู่ สำหรับนักรบเก่งๆมอนสเตอร์นี้ก็เป็นแค่แมลง แค่ระวังพิษมันไว้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว ยุฟฟี่ดึงมือยูริไว้แล้วตั้งท่าสู้ ถึงตอนนี้จะไม่มีอาวุธเธอก็คิดว่าจะจัดการมันได้

"ยุฟฟี่มันมีพิษนะ"

"รู้แล้วน่า"


แล้วยุฟฟี่ก็นึกออก เมื่อนานมาแล้วเธอเล่นกับยูริบ่อยๆ ตอนที่พวกเขาไปเล่นที่เทวรูปดาเชา มอนสเตอร์ดุร้ายที่รูปร่างคล้ายแมลงได้จู่โจมเข้ามา ยูริรู้ว่ามันมีพิษก็รีบเผ่นปล่อยให้ยุฟฟี่โดนพิษหลับไปสามวัน

"ไม่ต้องห่วง ชั้นมีมาทีเรียนะ"

มอนสเตอร์กระโดดขึ้นจากพื้นทำเสียงขู่ แต่ก่อนที่ยุฟฟี่จะอัดมันร่วงลงไป มีดก็ลอยมาเสียบมันตายเสียก่อน

เป็นฝีมือของยูริ เขาซ่อนมีดไว้ที่มือซ้าย ดูเหมือนเขาจะเตรียมตัวมาอย่างดีสำหรับการเดินทางนี้

"ฉันไม่อ่อนแอเหมือนตอนนั้นแล้วนะ"

"งั้นทำไมไม่สู้ตั้งแต่แรกล่ะ?"

"ถ้าเกิดฉันเป็นอะไรขึ้นมาแม่ก็ต้องอยู่ตัวคนเดียวสิ ไปกันเถอะ"

"จะไปไหน? ทิ้งแม่ไว้แบบนี้จะดีเหรอ?"

"ไม่นานหรอกน่า"


ยูริหยิบเอาชูริเคนขนาดกลางออกมาจากเป้กลางหลัง ถึงขนาดและพลังจะเทียบกับชูริเคนอันเบิ้มที่ยุฟฟี่ไปดัดแปลงมาเองไม่ได้ แต่มันก็เป็นขนาดปกติที่ชาววูไทใช้กันและยุฟฟี่ก็คุ้นเคยกับชูริเคนแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

"ใช้นี่สิ"

"ดีเลย"


ยุฟฟี่ขว้างชูริเคนแหวกอากาศออกไปก่อนจะโค้งกลับมาเข้ามืออีกครั้ง

"ไงล่ะ"

ยุฟฟี่รับชูริเคนได้สบายๆเหมือนอาวุธตัวเอง

"เธอเก่งอย่างที่ฉันกะไว้เลย"

ก็ต้องเก่งแหงสิ ชั้นต่อสู้ช่วยดวงดาวมาเชียวนะ


"ชั้นอุตส่าห์รอคนอื่นมาเลี้ยงฉลองอยู่แท้ๆ"

"งั้นเดี๋ยวคราวหน้าฉันเลี้ยงเธอเอง ที่เทอร์เทิ่ลพาราไดซ์นะ"

"นั่นเรียกว่าเลี้ยงเรอะ"


ยุฟฟี่และยูรินั่งบนเนินเห็นวูไทอยู่ลิบๆ ขณะยูริสอดส่องดูว่ามีใครแอบตามพวกเขามาหรือเปล่า ยุฟฟี่ก็นึกเรื่องที่เธออยากถาม

"มิดการ์เป็นไงบ้าง?"

ยูริถามขึ้น

"เละเทะเลยหละ ไลฟ์สตรีมพัดขึ้นมาชนกับเมเทโอที่ตกลงมา ก่อนหน้านั้นก็มีระเบิดตูมเบ้อเร่อแล้วก็มีการต่อสู้กันด้วย แต่ชั้นไม่ได้ไปแถวนั้นบ่อยเท่าไหร่ก็เลย..."

ก็เหมือนเรื่องอื่นแหละ ชั้นไม่ค่อยรู้อะไรจริงๆหรอก


"แล้วโรคนั่นล่ะ?"

"เรื่องนั้น....มันอะไรเหรอ? ชั้นไม่รู้เรื่องโรคนั่นซักนิด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกนั้นมาขังชั้นทำไม"

"คุณโกโด้ไม่ได้บอกอะไรเลยเหรอ?"

"ไม่เลย พ่อคงเห็นชั้นเป็นเด็กเล่าไปก็ไม่รู้เรื่อง"

"เหรอ ฉันว่าไม่ใช่แบบนั้นนะ คุณโกโด้คงไม่รู้จะบอกเธอยังไงมากกว่า ฉันเองยังไม่รู้จะบอกกับแม่ยังไงเลย"

ยูริพยายามอธิบาย

"มันเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก"

"ฮื่อ เท่าที่ได้ยินมาจากมิดการ์คนที่ติดโรคตายทั้งนั้นเลย"

"ใช่...."


ยุฟฟี่ถามขึ้นแบบไม่ทันสนใจความรู้สึกยูริ

"แล้วมันเป็นความผิดชั้นได้ไงเล่า!"

"เมื่อวานเราได้ข่าวมาว่าโรคนั้นระบาดในมิดการ์ หลังจากนั้นก็พบว่าแม่ฉันแล้วก็อีกหลายคนติดโรค หรือพูดง่ายๆคือเธอนำโรคจากมิดการ์มาแพร่ เพราะคนที่กลับมาจากที่นั่นเร็วๆนี้ก็มีเธอคนเดียว"

ยูริมองยุฟฟี่หวังว่าเธอจะขอโทษแต่เธอไมได้สังเกต

"อะไร กันยะ! ชั้นกลับมาจากมิดการ์ก็จริง แต่ไหงเป็นความผิดชั้นไปได้เล่า! ชั้นไม่เคยไปหาแม่เธอแล้วก็ไม่รู้จักคนอื่นด้วย! ที่สำคัญชั้นไม่ได้ป่วยซักหน่อย!"

ยุฟฟี่ยืนกรานประท้วงแบบอารมณ์เสียสุดๆ

"ตอนหนูเป็นพาหะนำโรคพวกมันก็ไม่ได้ป่วยนะ"

"หนูเรอะ!?"

"อ่า พวกผู้ใหญ่พูดกันแบบนั้นน่ะ ในโรงฝึกเธอเป็นคนรักษาแม่ฉันแล้วก็ผู้ป่วยคนอื่นๆนี่"

"อย่ามาโทษกันแบบน้าน!"

"หลังจากนั้นโรคก็เริ่มแพร่ระบาดออกไป"

"ไม่เกี่ยวกับชั้นซักหน่อย!"

ยุฟฟี่กระชากคอยูริมาแบบไม่ทันคิด เธอรู้ว่ายูริไม่ได้ผิดอะไรแต่ตอนนี้เลือดมันขึ้นหน้า

"เราจะช่วยกันกู้ชื่อให้เธอ"

พอได้ยินแบบนั้นยุฟฟี่ก็เย็นลง

"ใช่ๆ ต้องแบบนั้นอยู่แล้ว! ต้องมีคนอื่นกลับจากมิดการ์ด้วยแน่ๆ ต้องหาให้เจอแล้วแฉมัน! ต้องให้ไอ้พวกนั้นที่มันมาโทษชั้นรู้ซะมั่งว่าใครเป็นใคร!"

ยุฟฟี่ตะโกนประกาศก้อง

"เธอไม่เปลี่ยนไปเลยนะ อะไรก็ชั้นอย่างโน้น ชั้นอย่างนี้"

"หมายความว่าไง?"

"ทำไมไม่คิดหาวิธีรักษาแทนที่จะหาตัวคนผิดล่ะ? เรามาช่วยกันหานี่แหละ"

"...แต่..."


ถึงยูริจะพูดถูกแต่ยุฟฟี่ก็ไม่ค่อยพอใจความคิดนี้เท่าไหร่

"ถ้าเธอรักษาพวกเขาได้ผู้คนจะมองเธออีกแบบนึง เขาจะเลิกสงสัยแล้วก็คิดขอบคุณเธอ"

"อืมมม..."


ยุฟฟี่คิดอยู่พักหนึ่ง ที่ยูริพูดก็จริง และทุกคนได้ประโยชน์ ว่าแต่ตัวเธอเองจะพอใจหรือเปล่า?

"ยุฟฟี่? แม่ฉันเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ ฉันอยากให้เธอช่วยฉัน"

"ได้สิ"


เอาเถอะ หลังจากนั้นชั้นยังเหลือเวลาหาตัวคนผิดอีกเยอะ
 


ทั้งสองคนออกจากวูไทลงไปทางใต้ ไปยังสถานที่ๆเรียกันว่าถ้ำมาทีเรีย เป็นสถานที่ๆชินระเคยวางแผนจะสร้างเตาปฏิกรณ์มาโคจนเกิดเป็นสงครามขึ้นมา พื้นที่สร้างเตาปฏิกรณ์นี้เป็นพื้นที่ๆอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไลฟ์สตรีม ในอดีตจะต้องนั่งโชโคโบะที่เลี้ยงมาพิเศษถึงจะมาที่นี่ได้ แต่หลังไลฟ์สตรีมระเบิดขึ้นมาจนภูมิประเทศเปลี่ยนไปแล้วก็สามารถเดินเท้าเข้ามาได้ไม่ยาก

ที่ยูริต้องการให้ยุฟฟี่ช่วยไม่ใช่เพราะเธอเห็นโลกภายนอกจึงรู้ความเปลี่ยนแปลงดี แต่เป็นเพราะเขารู้ว่าเธอชอบมาทีเรียมาก

"ต้องมีมาทีเรียที่รักษาโรคมิดการ์ได้แน่ๆใช่ไหม?"
ยูริถามขึ้น "โรคมิดการ์" เป็นคำที่เด็กคนนี้ใช้เรียกอาการป่วยของแม่เขา

"ไม่เคยได้ยินนะ"

"เหรอ... แล้วไม่มีคนอื่นรู้บ้างเหรอ?"


ยูริถามขณะหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดออกมา ยุฟฟี่เห็นก็ได้ไอเดียขึ้น

"คอยเดี๋ยวก่อน"

ยุฟฟี่หยิบ PHS ที่ใช้มาตลอดการเดินทางมาสวมเข้ากับหู แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบ เธอจึงเช็คเลขหมายที่เซฟอยู่ในเมมโมรี่แล้วยืมมือถือของยูริมาติดต่อเพื่อนๆ ดูอีกครั้ง แล้วก็มีคนรับสาย

"ฮัลโหล? ทีฟา? นี่ยุฟฟี่จังนะ"

....

หลังจากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงทีฟาถามคลาวด์เรื่องมาทีเรียที่ใช้รักษาโรคมิดการ์แต่คลาวด์เองก็ไม่รู้ พวกเขารู้แต่ว่าโรคนี้ร้ายแรงขนาดไหน แม้แต่ในมิดการ์ก็ยังไม่พบวิธีรักษาที่ได้ผล ผู้คนล้มตายเพราะโรคนี้มากมายและต่างพากันตื่นกลัว ทีแรกก็เมเทโอแล้วยังต้องมาเจอโรคนี้อีก

"พวกเขาไม่รู้"

"นั่นสินะ ...แล้วมีวิธีอื่นไหม?"

"ดูนั่นสิ นั่นถ้ำนี่ แต่ก่อนไม่เห็นมีเลย ไปหามาทีเรียข้างในกันดีกว่า!"


ยุฟฟี่คืนมือถือให้ยูริแล้ววิ่งเข้าไปในโพรงที่น่าจะเกิดขึ้นมาหลังเหตุ การณ์ไลฟ์สตรีมระเบิดตอนนั้น ทั้งสองสอดส่องหามาทีเรียอยู่เป็นชม.

"ทำไมไม่มีอะไรเลยเนี้ย!"
ยุฟฟี่โวยออกมา

"คงไม่มีเพราะมันเป็นถ้ำเกิดใหม่น่ะ ทำไมเธอเลือกถ้ำนี้ล่ะ?"

ซึ่งยุฟฟี่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรหรอก

"ถ้าไลฟ์สตรีมไหลเวียนไปทั่วดวงดาวมันก็น่าจะหอบเอามาทีเรียมาด้วยสิ" ยุฟฟี่มั่วตอบทั้งที่ไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้หรือเปล่า

"โทษนะ ฉันเชื่อเธอ"

ยูริตอบเสียงสั่น ทั้งสองต้องสู้กับมอนสเตอร์ตลอดทางเข้าถ้ำที่มีเพียงแสงสลัวๆ

"เร็วเข้า! เราต้องหามาทีเรียให้พบ!"
ยุฟฟี่พูดเพื่อข่มความกลัว ยุฟฟี่เองก็กลัวนิดๆ ยิ่งยูริที่เพิ่งเข้ามาในถ้ำนี้ครั้งแรกยิ่งแล้วใหญ่ งั้นใจดีกับหมอนี่ขึ้นอีกซักนิดแล้วกัน

"ออกไปวางแผนกันก่อนดีกว่า"

พอพูดแบบนั้นยุฟฟี่ก็รู้สึกได้ว่ายูริเบาใจลง ไม่นานพวกเขาก็มาถึงทางออก แต่ก็เผชิญหน้ากับมอนสเตอร์อีกตัวหนึ่งเข้า มันรูปร่างเหมือนตัวตุ่นแต่ลำตัวปกคลุมไปด้วยหนามแหลม

"กระจอก!"
ยุฟฟี่ตะโกนเรียกขวัญตัวเองและยูริก่อนโจมตี ชูริเคนที่เธอขว้างไปเต็มกำลังเล่นงานมอสเตอร์เข้าอย่างจัง มันพ่นลูกไฟออกมาจากปากตอบโต้ ยุฟฟี่หลบขณะลูกไฟพุงต่อไปยังยูริที่อยู่ด้านหลัง เขากระโดดหลบทำให้ลูกไฟตกลงพื้นระเบิดออก

"มาเร็วยูริ!"
ยุฟฟี่เรียกสติยูริที่กำลังตกใจระเบิดนั่น

"Greased Lightning!"

อาวุธของยุฟฟี่วนกลับไปหาเธอเหมือนบูเมอแรงก่อนที่เธอจะขว้างใส่มอนสเตอร์อีกครั้ง คมมีดผ่ามอนสเตอร์ตาย ทั้งสองคนเป็นฝ่ายชนะ

"โธ่ยุฟฟี่ ตัวนี้ของฉันนะ"


"นายมันอืดเกินไป แถมป๊อดอีกต่างหาก แต่ดูท่าทางนายก็ฝึกมาเยอะเหมือนกันนี่นะ"

"ถึงฉันจะเคลื่อนไหวช้าแต่เทคนิคไม่เป็นรองใครนะ"

"โฮ่ยๆ อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องนั้นเล้ย สปีดนี่เรื่องพื้นฐานเลยนะ"


ขณะยุฟฟี่กำลังภูมิใจในความเร็วของตัวเองยูริก็ตะโกนขึ้น

"ดูนั่น ยุฟฟี่!"

ตรงที่ลูกไฟของมอนสเตอร์ระเบิด มีของเหลวไหลออกมา ในถ้ำมืดสลัวนี้พวกเขามองไม่ค่อยออกว่าเป็นอะไร แต่คงไม่ใช่น้ำ ยุฟฟี่รีบวิ่งหนีหลังรู้สึกถึงความชั่วร้ายของของเหลวนั้นได้

"หนีเร็ว!"

ของเหลวไหลออกมาบนผิวดินมากขึ้นๆสักพักก็พุ่งออกมาโดนผนังถ้ำตกลงมาโดนหัว ของทั้งสอง ทั้งสองคนเอามือกุมหัวไว้ขณะวิ่งออกมา ยุฟฟี่ร้องขณะวิ่งมาถึงทางออกที่เธอทำเครื่องหมายกันหลงไว้

ตอนนี้ออกมานอกถ้ำแล้ว ข้างนอกสว่างด้วยแสงจันทร์ ยุฟฟี่หันกลับไปมองก็เห็นของเหลวไหลช้าลงแต่ก็เอ่อออกมานอกถ้ำ แล้วเธอก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าของเหลวนั้นเป็นสีดำ

"ยูริ น้ำนั่นสีดำ"

แต่ไม่มีเสียงตอบ

"ยูริ!?"


ยุฟฟี่ลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนวิ่งกลับไปในถ้ำ พบยูรินอนอยู่บนพื้นแถวปากถ้ำ เธอพยายามพยุงตัวเขาลุกขึ้น แต่ก็แทบจะยกไม่ไหว

"ลุกสิยูริ! ลุกขึ้น!"

"ไม่ไหว ไปเถอะยุฟฟี่ ถ้าขืนอยู่ที่นี่เธอคง..."

"ตาบ้า! ชั้นดูแลแม่นายแทนนายไม่ไหวนะ"


ยุฟฟี่พลิกตัวยูริหงายขึ้นและลากยูริออกมาเท่าที่แรงแขนเธอลากไหว

"ไปเถอะน่า..."


ของเหลวสีดำไหลออกมาจากปากเขา
 


"ให้ช่วยไหม?"

ยุฟฟี่หันไปพบเร้ด XIII

"เร้ด?"

"เรียกฉันว่านานากิดีกว่า"
นานากิไม่ชอบใจชื่อเร้ดเท่าไหร่

"นายมาทำอะไรแถวนี้?"

"ฉันอยู่ระหว่างเดินทางบันทึกเรื่องราวโลกน่ะ แต่ก็เพิ่งจะเริ่มนะ"

นานากิสะพายยูริขึ้นหลังเดินสบายๆ ยุฟฟี่คอยจับไว้ไม่ให้ยูริร่วงลงมา นานากิบอกยุฟฟี่ว่าเขาจะเดินทางไปวูไทเป็นที่แรก แล้วค่อยไปทางตะวันออก ที่เลือกวูไทเพราะเป็นดินแดนสุดขอบตะวันตก แต่ยุฟฟี่แย้งว่าวูไทเป็นศูนย์กลางโลกต่างหาก (ตามประสาคนที่เกิดในวูไท) ตัวยูริกำลังสั่น ยุฟฟี่กลัวว่าอาการจะหนักแต่เขากลับยิ้มให้ ของเหลวก็หยุดไหลออกจากปากแล้ว

"เล่าอะไรสนุกๆให้ฟังหน่อยสินานากิ" ยุฟฟี่พูด

"อืมม..." นานากิคิด " อ้อ ฉันได้มือถือใหม่มาน่ะ PHS ล้าสมัยไปแล้ว พอฉันกลับไปที่มิดการ์กับคลาวด์และคนอื่นพวกเขาก็ให้ฉันมาเครื่องนึง ปกติต้องเสียเงินนะ แต่อันนี้เจ้าของร้านมือถือให้มาฟรีๆ เขาบอกว่าในช่วงเวลายากลำบากแบบนี้ถ้าติดต่อกันไม่ได้ต้องแย่แน่ๆ เจ้าของร้านเขาเป็นคนดีนะ"

"เอ่อ นายใช้โทรศัพท์ได้ด้วยเหรอ?"

"ได้สิ ก็ลองอยู่พักใหญ่หละ แต่พอเอาวางบนพื้นแล้วเอาเล็บจิ้มๆดูก็พอไหวนะ"
นานากิตอบก่อนมองหน้ายุฟฟี่แบบหวั่นใจนิดๆ "ไม่ยกให้เธอหรอก"

"เอามาาาาา!"


ยุฟฟี่อ้อมมาดักข้างหน้านานากิ

"เอามาให้ชั้นดีกว่าน่า นายซ่อนไว้ตรงไหน?"

ยุฟฟี่มองทั่วตัวนานากิ

"นี่เธอเอาจริงรึ?"

ยุฟฟี่สังเกตเห็นสายคาดรอบคอนานากิที่ถูกขนปกคลุมอยู่ ยุฟฟี่นั่งยองๆจ้องไปแถวคอ เจอถุงหนังใส่ของอยู่

"ฮี่ๆ เจอแล้ว"

"จำไว้เลยนะยุฟฟี่"

"เอาเล้ย อย่าลืมชั้นนะ"


ขณะที่ยุฟฟี่เอื้อมมือมาหาถุงที่คล้องคอนานากิอยู่ยูริก็พูดขึ้น

"ยุฟฟี่ ฉันยกของฉันให้เธอก็ได้นะ ฉันได้มาจากมิดการ์อันนึงเหมือนกัน"

"ที่ว่านายได้มาอันนึงหมายความว่าไง?"

"เอ่อ...."



พอยุฟฟี่รู้ความจริงก็เลือดขึ้นหน้า

"ไอ้สารเลววววว!"

"ขอโทษทีนะ ฉันคงเป็นคนเอาโรคมาจากมิดการ์เองแหละ แล้วมันก็ติดแม่ฉัน แล้วติดพวกเพื่อนๆของฉันต่อ ฉันคิดว่าเราอาจเจอวิธีรักษา วางฉันลงก่อนเถอะ ขอบใจนะนานากิ"



ทั้งสามนั่งพักบนทุ่งหญ้า ขณะนานากิฟังเรื่องเล่าของยูริ

ยูริรู้ว่าแม่เขาป่วยเมื่อหลายเดือนก่อน เป็นโรคที่ผู้ใหญ่เป็นกันมาก จิตใจของแม่อ่อนแอลงมากแล้วก็เอาแต่พูดว่าอีกไม่นานเธอก็ตายๆ เขาอยากช่วยเธอ พอนึกถึงยุฟฟี่ที่เล่นกับเขาบ่อยๆตอนเด็กๆแล้วเขาก็ตัดสินใจออกตามหามาที เรียเหมือนกับเธอ แต่ยูริไม่กล้าพอที่จะเดินทางไปหามาทีเรียในดินแดนห่างไกลเลยเดินทางไปมิด การ์เพื่อขอความช่วยเหลือจากบริษัทชินระ ซึ่งก็เป็นช่วงที่เมเทโอปรากฏขึ้นบนฟ้าพอดี เขาแวะไปตึกชินระหลายครั้ง แต่พวกนั้นก็วุ่นกับหลายๆเรื่องตอนนั้นจนไม่มีเวลาฟังคำขอร้องของเขา เจ้าหน้าที่บางคนก็เห็นใจเขา แต่มาทีเรียที่เขาต้องการก็ไม่ได้มีไว้ขาย เพราะเป็นอุปกรณ์สำหรับโซลเยอร์ของชินระเท่านั้น

"แล้ววันนั้นก็มาถึง ตอนไลฟ์สตรีมพัดผ่านมาผมรออยู่ในโรงแรมถูกๆในสลัม ผู้คนอพยพจากเพลทด้านบนลงมาด้านล่าง แต่ผมสวนทางขึ้นไปด้านบน ที่นั่นมีหลายคนคิดโรคไปแล้วด้วย"


หลังจากนั้นยูริก็กลับมาวูไท พอแม่ถามว่าเขาไปไหน เขาก็โกหกไปว่าไปเที่ยวที่โกลด์ซอเซอร์มา

"ผมบอกไม่ได้ว่าผมไปตามหามาทีเรียมารักษาแม่ แต่ล้มเหลว"

"ฉันเข้าใจความรู้สึกเธอนะ"


ตอนนี้เขาเองก็กลายเป็นผู้ลี้ภัยไปแล้ว นานากิถามขึ้น

"รู้ไหม? มาทีเรียเป็นความรู้ของเผ่าโบราณที่ตกผลึกมานะ"

"ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันฮะ"

"บางทีชาวเผ่าโบราณเองก็อาจจะหาวิธีรักษาแม่ของเธอไม่ได้ หรือวิธีรักษาจะไม่มีแม้แต่ในยุคของเผ่าโบราณเอง บางทีมาทีเรียรักษาที่เธอต้องการอาจไม่มีอยู่จริงก็ได้นะ"

"นี่นานากิ! อย่าพูดแบบนั้นสิ! เราแค่หาไม่เจอเองมากกว่า"

"คิดดูดีๆสิ ถ้ามาทีเรียที่ว่ามีอยู่จริง คงไม่มีคนป่วยเยอะขนาดนี้หรอก ...อุ๊บ!"


ยุฟฟี่ดีดจมูกนานากิ เขาคิดว่านานากิอาจจะถูกแต่เธอโกรธที่เขาพูดแบบนั้น ถ้าเป็นตามที่นานากิพูดจริงๆก็หมายความว่าไม่มาทีเรียที่สามารถรักษาโรคนี้ ได้ แล้วผู้คนก็จะต้องทนทุกข์ทรมานก่อนตายด้วยของเหลวสีดำที่ไหลออกจากร่าง

"ชั้นเกลียดนาย นานากิ!"

"อะไรเล่า!"

 


พวกเขาออกจากวูไทมาได้แค่สองวัน แต่นอกหมู่บ้านมีกระท่อมหลังใหม่ขึ้น ในกระท่อมถึงจะเล็กแต่ก็พอจะจุคนได้สิบคน

"มีไว้ทำไมหว่า? เอาล่ะ! ไปดูซินานากิ!"

"เฮ้ย! ทำไมต้องเป็นฉันล่ะ?"


นานากิไม่ชอบใจเท่าไหร่ แต่ยุฟฟี่เธอทำท่าจะดีดจมูกอีกรอบเลยจำต้องทำตามคำสั่ง

"สงสัยจะเจ็บน่าดูเลยนะนั่น" ยูริหัวเราะ ตอนนี้ยูริอาการดีขึ้น ถ้าชั้นกับนานากิช่วยกันทำให้สดใสเข้าไว้เราอาจรักษาโรคมิดการ์ได้ก็ได้

สักพักนานากิก็กลับมา

"พวกนั้นเอาคนเป็นโรคมิดการ์สี่คนมารวมไว้"

พอได้ยินนานากิบอกแบบนั้น ยุฟฟี่กับยูริก็มองหน้ากัน

"ขึ้นมาสิยูริ"

ก่อนยูริจะปีนขึ้นไปบนหลังนานากิเสร็จยุฟฟี่ก็วิ่งไปเสียก่อน พอถึงกระท่อม เธอมองลอดหน้าต่างเล็กๆเห็นคนอยู่ข้างในสี่คนเหมือนที่นานากิบอก

"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?" ยุฟฟี่หันไปถามนานากิ

"พวกนี้คงถูกไล่ออกจากหมู่บ้านเพราะมีโรค"

"พวกนั้นเสียเวลามาสร้างไอ้กระท่อมเนี่ยนะ?"

ยุฟฟี่วิ่งวนไปที่ประตูกระท่อม

"เดี๋ยวสิ ยุฟฟี่!"

แต่ยุฟฟี่ก็ไม่สนใจและบุกเข้าไปข้างใน

"ทุเรศ! ทุเรศสุดๆ!" ไม่รู้ยุฟฟี่พูดถึงใคร

"อ้อ ยุฟฟี่นี่เอง ไม่เจอกันนานเลยนะ แต่เธอโมโหอะไรอยู่ล่ะ?" ผู้ป่วยคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ยุฟฟี่รู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงแม่ของยูริ

"พวกนั้นไล่พวกคุณออกจากหมู่บ้านเพราะป่วยแบบนี้มันทุเรศสุดๆ!"

ถึงเธอจะเข้าใจเหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ดีแต่ก็รับไม่ได้

"ช่วยไม่ได้นี่ เราต้องควบคุมการระบาด" แม่ของยูริยังคงตอบด้วยน้ำเสียงสงบ

"แต่....."

ยุฟฟี่พูดอะไรไม่ออก

"ฉันดีใจนะที่พวกเขาสร้างกระท่อมให้อยู่"
ยูริพูดขึ้น

"นายแน่ใจเรอะ? แน่ใจแล้วเรอะ?"

"ตอนนี้ก็เหลือแต่รอให้เธอหาวิธีรักษาพบนั่นแหละยุฟฟี่"

แล้วถ้าชั้นหาไม่พบล่ะ?
แต่ยุฟฟี่ก็ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ

"โอย.... เป็นภาระแสนหนักอึ้งจริงๆเล้ย!"
 


ยุฟฟี่ใช้เวลาสองอาทิตย์คอยดูแลผู้ป่วย ถึงจะกักตัวคนป่วยออกไปแต่จำนวนผู้ป่วยกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

"ชัดแล้วหละว่าโรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ถึงจะแยกคนป่วยออกไป จำนวนผู้ป่วยใหม่ๆกลับเพิ่มขึ้น ถ้างั้นก็..... พ่อขอโทษนะ ลูกรัก"

ถึงโกโด้จะขอโทษ ยุฟฟี่ก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นมาเท่าไหร่ ตอนนี้เธอไม่สนใจเรื่องนั้นแล้ว เธออยากรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของโรคนี้มากกว่า เธอสั่งให้นานากิออกจากหมู่บ้านไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มา ถ้าขืนเขายังอยู่ที่นี่เขาอาจเป็นโรคไปอีกคนก็ได้

"นี่ยุฟฟี่ ฉันสังเกตนะ...." ยูริพูดขึ้น "ที่บางคนติด แล้วบางคนไม่ติดน่ะ"

"ทำไมเหรอ?"

"คนป่วยที่นี่จะเป็นคนที่มีโรคอื่นมาก่อนแล้ว หรือไม่ก็โดนไลฟ์สตรีมเข้าตรงๆ พูดให้ชัดๆก็คือพวกนี้คือคนที่คิดว่าตัวเองกำลังจะตาย"

"จริงเหรอ?"

"ฮื่อ ฉันไม่ได้คิดไปเองนะ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แม้แต่ตัวฉันเองก็...."


ยูริไม่ยอมเล่าต่อ

"เธอเคยคิดว่าตัวเองกำลังจะตายงั้นเหรอ? เมื่อไหร่กัน?"

"ในถ้ำที่เราไปกันตอนนั้น ตอนที่ฉันโดนน้ำนั่นแล้วสลบไปน่ะ ....เอ๋?"


ยูริและยุฟฟี่มองหน้ากัน

"น้ำนั่น!?"

บางทีน้ำนั่นอาจเป็นต้นตอของโรคนี้ ยุฟฟี่รีบไปถามพวกคนป่วยคนอื่นดูว่าพวกเขาโดนน้ำนั่นมาหรือเปล่า แต่ก็ไม่สามารถสรุปอะไรได้  ทุกคนรู้ว่ารสชาติน้ำเปลี่ยนไปนิดหน่อยหลังไลฟ์สตรีมระเบิดขึ้นมา แต่พวกเขาไม่ได้คิดอะไร เพราะชาววูไทปั๊มน้ำจากใต้ดินขึ้นมาดื่ม และรสชาติของน้ำก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวอยู่แล้ว นอกจากการสัมผัสถูกไลฟ์สตรีมแล้วบางทีน้ำนั่นและสภาพของคนๆนั้นก็อาจเป็น สาเหตุของโรคนี้ด้วย

พวกเขารายงานให้โกโด้ฟังตามที่ตัวเองเข้าใจ

1. ให้ระวังเรื่องการใช้น้ำ ยังไม่แน่ว่าการต้มน้ำจะช่วยได้หรือเปล่า แต่ควรต้มก่อนใช้ทุกครั้ง
2. ห้ามคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย
 


ประมาณหนึ่งปีหลังจากนั้น ยุฟฟี่ใช้เวลาสองอาทิตย์ดูแลคนป่วยและอีกสองอาทิตย์ออกตามหาวิธีการรักษา สลับกันมาตลอด ตอนที่รักษาผู้ป่วยเธอยิ่งรู้สึกว่าต้องรีบหาวิธีรักษาให้ได้เร็วที่สุด แต่พอออกจากหมู่บ้านก็นึกเป็นห่วงผู้ป่วยขึ้นมา ทำให้เธอทำสองเรื่องนี้วนไปเวียนมา

ตอนนี้กระท่อมเพิ่มเป็นสองหลัง มีเด็กผู้ชายติดโรคสามคน อายุแปด, หก และสี่ปี ยุฟฟี่แปลกใจที่เด็กอายุแค่นี้ก็คิดว่าตัวเองจะต้องตายซะแล้ว แต่พวกเขาเล่าให้ฟังว่าพวกเขาเคยโดนน้ำพัดไปตอนที่ลงไปช่วยพี่ชายตัวเองที่ ตกลงไปในแม่น้ำ นั่นก็ทำให้ยุฟฟี่มั่นใจในข้อสัญนิษฐานของยูริมากขึ้นไปอีก ตอนนี้คนทั้งโลกเรียกโรคนี้ว่าจีโอสติ๊กม่า มันแพร่ระบาดผ่านน้ำชนิดหนึ่ง และเข้าไปในร่างของผู้คนที่สิ้นหวังในชีวิต


แม่ของยูริเสียชีวิตแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นยูริก็ได้สัญญากับยุฟฟี่ว่าเขาจะรักษารอยยิ้มของตนเองไว้ตลอดไป


เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี จีโอสติ๊กม่ายังคงระบาดไปทั่วโดยที่ยังไม่มีใครรู้วิธีการรักษา หลายคนเริ่มเข้าใจถึงสาเหตุของโรคนี้เหมือนกับที่ยุฟฟี่และยูริเข้าใจ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าโรคนี้แพร่ระบาดมาจากคนที่ป่วยอยู่ ทำให้คนที่เป็นโรคต้องมีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่มาก ซึ่งก็ทำให้ครอบครัวของคนที่ติดโรคได้รับโรคนี้ไปด้วย และนั่นกลับทำให้ผู้คนเชื่อกันไปอีกว่านี่เป็นโรคติดต่อ


ยุฟฟี่เดินทางมาเกือบถึงโคเรลก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น พอมองตามเสียงไปก็เห็นเรือเหาะขนาดใหญ่ลอยผ่านหัวมา ยุฟฟี่โบกมือให้ ถึงจะไม่เคยเห็นเรือลำนี้แต่เธอมั่นใจว่าเป็นเรือเหาะของซิดแน่ๆ

"เฮ้!!!" ยุฟฟี่โบกมือแล้วกระโดดเหยงๆ แต่เรือเหาะก็บินผ่านไป เธอได้ข่าวว่าซิดสร้างเรือเหาะที่ใช้น้ำมันแทนมาโค ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่แต่คิดว่าตอนนี้เขาคงทำได้แล้ว จากตำแหน่งที่อยู่ตอนนี้ถ้าเดินทางไปทางตะวันตกก็จะเป็นเมืองจรวด

ไปที่นั่นดีไหมหนอ
แต่ยุฟฟี่ก็เปลี่ยนใจเมื่อเรือเหาะวกกลับมาจอดลงห่างๆเพื่อไม่ให้ยุฟฟี่โดนแรงลมปะทะกระเด็น ยุฟฟี่รีบวิ่งเข้าไปทันที

"เฮ้!!"

นานากิกระโดดลงจากเรือเหาะมาหายุฟฟี่ เธอกางมือเตรียมกอดแต่พอเห็นนานากิพุ่งมาแรงมากก็เปลี่ยนใจหลบดีกว่า

"หลบทำไมเล่า!"

"นายโตขึ้นเยอะเลย ขืนรับตรงๆชั้นก็หมอบสิ"

"ไม่ได้โตขึ้นขนาดนั้นซะหน่อย"

"ยังไงตอนนี้นายก็ดูไม่ค่อยน่ารักแล้วนา"

"ใจร้ายจริงๆ"

"เฮ้ย! ยุฟฟี่!"


ซิดลงมาสมทบพวกเขา ดูท่าทางเหนื่อย หรือจะแก่แล้วก็ไม่รู้

"นี่รุ่นใหม่เหรอ?"

"เออสิ! ในที่สุดฉันก็สร้างเสร็จ ตอนนี้อยู่ระหว่างบินทดสอบน่ะ"

"ท่าทางจะไปได้สวยนะ"

"จะว่างั้นก็ได้ แต่เชื้อเพลิงไม่ค่อยเหลือแล้ว บินได้อีกแค่ครึ่งโลกเท่านั้นเอง"

"ท่าทางไม่ค่อยดีเท่าไหร่แฮะ"

"ก็ต้องรอพึ่งไอ้เจ้าแบเร็ตจอมหุนหันล่ะ หมอนั่นออกไปตามหาแหล่งน้ำมันใหม่ ฉันมีอุปกรณ์กับคนงานพร้อมแล้ว พอหมอนั่นเรียกเราจะไปได้ทันทีเลย ว่าแต่ไม่รู้ตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว"

ไปๆมาๆดูท่าซิดจะหวังลมๆแล้งๆ

"นายเจอแบเร็ตด้วยเหรอ?"

"ฮื่อ ดูเหมือนหมอนั่นมีเรื่องลำบากใจนิดๆแต่มันไม่เป็นไรแล้ว เธอจะขึ้นไหม?"

"ไม่"

"อะไรฟะ? ไอ้โรคเมายวดยานนั่นยังไม่หายอีกเรอะ?"

ของแบบนี้มันหายกันได้ด้วยเหรอ?
ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ยุฟฟี่ก็อยากหายเหมือนกัน

"จะหายไปทำไมล่ะ นี่เป็นจุดอ่อนเดียวของยุฟฟี่จังเลยนะ ถ้าเด็กผู้หญิงไม่มีจุดอ่อนเลยมันก็ดูไม่น่ารักใช่ไหมล่ะ?"

"เธอน่ะจุดอ่อนเต็มตัวอยู่แล้วฟ่ะ จะห่วงเรื่องพรรค์นั้นไปทำไม"

"ว่าไงนะ!"

"เอาเหอะ ฉันไม่บังคับเธอหรอกนะ เดินทางระวังๆด้วยแล้วกัน"


 พอซิดกลับไปที่เรือเหาะ ยุฟฟี่ก็ตะโกนเรียกเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก

"นี่ซิด"

"หือ?"

"มีมาทีเรียที่รักษาจีโอสติ๊กม่าได้หรือเปล่า?"


พอได้ยินเข้านานากิก็เบือนหน้าหนี

"เธอคิดว่ามีสินะ" ซิดพูดขณะมองเข้ามาในตายุฟฟี่

"ต้องมีสิ!"


ซิดชอบใจที่ยุฟฟี่ตอบมาหนักแน่นแบบนั้นเลยยกนิ้วให้

"งั้นมันก็ต้องมีนั่นหละ!"


ซิดเดินขึ้นเรือเหาะไป ตาแก่นี่น่าปวดตับจริงๆ ตอบทั้งที่ตัวเองไม่รู้ว่ามีหรือเปล่าแท้ๆ แต่นั่นกลับเป็นคำตอบที่เธอต้องการ

แล้วเสียงเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่ม เรือเหาะยกตัวลอยขึ้น หันหัวไปทางเมืองจรวด สักพักก็พุ่งหายไปลับตา

"เฮ่ออ...." นานากิถอนหายใจ "ดันทิ้งฉันไว้ซะนี่"

"ชั้นก็ยังอยู่นะ"

"เธอจะไปไหนเหรอ?"

"ถ้ำมาทีเรียทางตอนเหนือ!"


ท่าทางการแสดงออกของนานากิต่างจากมนุษย์ทำให้ดูยากว่าเขารู้สึกยังไงอยู่ แต่ดูเหมือนเขามีอะไรอยากจะพูด ยุฟฟี่กระโดดขึ้นหลังนานากิแล้วโอบรอบคอไว้แน่น

"เจ็บนะยุฟฟี่!"

"บอกมานะ! บอกมาเดี๋ยวนี้ว่านายคิดอะไรอยู่!"

"บอกแล้วๆ ปล่อยมือก่อน"


ยุฟฟี่คลายมือออก

"ฉันยังคิดเหมือนแต่ก่อนนะ ที่ว่าไม่มีมาทีเรียที่รักษาโรคจีโอสติ๊กม่าได้หรอก"

ยุฟฟี่เงียบลง แล้วรัดคอนานากิอีกรอบ

"ก็บอกว่ามันเจ็บนะ!"

"จีโอสติ๊กม่าเจ็บกว่านี้อีก"

"ก็ใช่น่ะสิ"



นานากิพยักหน้าแล้วเดินทางขึ้นเหนือพร้อมยุฟฟี่ที่นั่งอยู่บนหลังเขา


ชั้นกลายเป็นความหวังของยูริและผู้ป่วยคนอื่นๆที่จะต้องตามหามาทีเรียนั่นให้พบ เพราะงั้นชั้นคงเลิกเป็นนักล่ามาทีเรียไม่ได้หรอก

จบเรื่องราวของยุฟฟี่


Web Content by Shiryu
This site is best viewed in Firefox with a resolution of 1024x786