On the Way to a Smile : Case of Tifa

tifa01

Written by Kazushige Nojima

Published in FFVII:AC Prologue Book

Translated (Jap>Eng) by LH Yeung, Danna

Translated (Eng>Thai) by Shiryu

Case of Tifa เป็นอีกตอนหนึ่งของนิยาย On the Way to a Smile นิยายเกริ่นนำเรื่อง FFVII:AdventChildren ที่ประพันธ์โดยคุณโนจิม่าหนึ่งในผู้เขียนบท Final Fantasy VII และเป็นผู้เขียนบท Final Fantasy VII : Advent Children ลงในหนังสือ FFVII AC Prologue เช่นเดียวกับ Case of Denzel  ตอนนี้จะเล่าเรื่องเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนจบเนื้อเรื่องหลักจนถึงก่อนเริ่ม Advent Children เล็ก น้อย ผู้เขียนจะเปิดตัวเรื่องราวตอนหลังจากที่คลาวด์ออกจากบ้านไปทิ้งให้ทีฟาอยู่ กับเด็กอุปการะสองคนคือมาร์ลีนและเดนเซล จากนั้นจะเล่าย้อนไปว่าก่อนจะมาถึงตรงนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ตั้งแต่ตอนจบเนื้อเรื่องหลักที่ไลฟ์สตรีมเข้าปะทะเมเทโอ หลังจบการต่อสู้ เพื่อนแต่ละคนต่างไปตามหนทางของตัวเอง หากแต่เรื่องนี้จะมาจากมุมมองของทีฟา  นิยายตอนนี้จะเชื่อมเหตุการณ์ตั้งแต่หลังจบเกมส์และก่อนเริ่ม AC เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อความเข้าใจในการดู AC ไม่ควรพลาดเนื้อเรื่องตอนนี้อย่างเด็ดขาดครับ  ขอขอบคุณคุณ Rei และคุณ Shinya สำหรับการตรวจสอบและแก้ไขจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นรวมทั้งฉบับภาคภาษาอังกฤษด้วยครับ

ขอขอบคุณคุณเรย์อีกครั้งสำหรับบทแปลแก้ไขจากเนื้อหาที่ลงใน Advent Children Complete ซึ่งได้ปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนของตอนนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งบทแปล Jap-->Eng ของคุณเรย์ก็ถูกนำขึ้นเว็บ thelifestream.net เป็นซอร์ซภาษาอังกฤษหลักสำหรับแฟนๆ FF เกือบทั้งโลกเลยทีเดียว

ต้นฉบับภาษาอังกฤษ : FF Web Novel ; Thelifestream

 

 

On the Way to a Smile

 

บนเส้นทางสู่รอยยิ้ม
 

เรื่องราวของทีฟา


หลังส่งลูกค้าคนสุดท้ายออกจากร้านไปแล้ว ทีฟาก็กลับมาทำความสะอาดในห้องที่มีเพียงแสงสลัวๆ เธออยู่ตัวคนเดียว ทั้งที่ไม่กี่วันก่อน 1 วันดูไม่ยาวนานขนาดนี้ เธอเคยสนุกที่ได้ทำงานร่วมกับครอบครัวและลืมความกังวลทั้งหมด แต่ในวันนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเก่า เธอทำงานเพียงเพื่อให้จบวันที่แสนยาวนานแล้วกลับมาล้างจานทั้งที่น้ำนั้น เย็นจนทำให้มือแทบชา ทีฟาเปิดไฟให้ห้องมีแสงบ้างแต่ระบบไฟฟ้าที่นี่ไม่ค่อยดีทำให้ไฟนั้นดับลงไปอีก ห้องมิดลงอีกครั้ง ด้วยความเหงาที่เธออยู่ในบ้านหลังนี้คนเดียวทำให้ทีฟาตะโกนเรียกชื่อเด็กน้อย

ทีฟา         "มาร์ลีน"

เสียงเดินเบาๆ ออกจากห้องเด็ก มาร์ลีนเดินเข้ามาบอกให้ทีฟาช่วยเงียบๆหน่อย ทีฟาขอโทษแต่เธอก็รู้สึกอุ่นใจขึ้น

มาร์ลีน      "แดนเซลอุตส่าห์หลับได้แล้วเชียว"

ทีฟา         "เขาทรมานไหม?"

มาร์ลีน      "ฮื่อ"

ทีฟา         "แล้วทำไมไม่เรียกฉันล่ะ?"

มาร์ลีน      "เดนเซลไม่ยอมให้เรียก"

ทีฟา         "นั่นสินะ...."


เดนเซลไม่อยากให้ทีฟาเป็นห่วงเพราะตอนนี้เธอก็มีเรื่องต่างๆมากมายอยู่แล้ว ทีฟารู้สึกผิดที่ทำให้เด็กๆเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเธอ

มาร์ลีน      "มีอะไรเหรอ?"

ทีฟา         "อืม....หนูว่าไงนะ?"  
  ว

มาร์ลีน      "เหงาเหรอ?"


มาร์ลีนถามเหมือนมองออกทุกอย่าง


มาร์ลีน      "หนูไม่จากไปไหนหรอก"

ทีฟา         "ใช่ และหนูก็ควรจะนอนแต่หัวค่ำด้วยนะ"

มาร์ลีน      "ก็กำลังจะนอนอยู่แล้ว!"

ทีฟา         "ขอโทษนะ"



ฉันบอกคนอื่นๆว่าเธอเป็นลูกสาวของฉัน พ่อแม่ที่แท้จริงของเธอเพิ่งเสียไปได้ไม่นาน แบเร็ตเพื่อนที่สนิทที่สุดของพ่อเธอได้เลี้ยงดูเธอมา ตอนพบแบเร็ตและออกเดินทางไปกับเขาทีฟารู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับมาร์ลีนมากมาย เป็นธรรมดาที่แบเร็ตจะวางใจให้ทีฟาดูแลมาร์ลีนขณะที่ตัวเขาออกเดินทางเพื่อ สะสางเรื่องราวในอดีต

 

ทีฟาหยุดล้างจานแล้วเดินตามมาร์ลีนเข้าไปด้านใน ในห้องเด็กมสองเตียงวางติดกัน เดนเซลกำลังหลับอยู่ รอยแผลจากโรคจีโอสติกม่าบนหน้าผากของเด็กอายุแปดขวบรุนแรงจนดูน่ากลัว ยังไม่มีทางรักษาโรคนี้ได้และเด็กน้อยก็อาการแย่ลงทุกทีๆ เดนเซลทำหน้าเจ็บขณะทีฟาเช็ดหนองออกจากแผลแต่ก็หลับต่อ มาร์ลีนกระโดดขึ้นไปซุกบนเตียงของเธอแล้วเรียกทีฟา

มาร์ลีน       "ถึงจะมีพวกเราอยู่ก็ยังเหงาเหรอ?"

ทีฟา         "....ขอโทษนะ"


มาร์ลีน       "ไม่เป็นไรหรอกน่า อยู่กับเราก็เหมือนกันน่ะแหละ"

ทีฟา         "นั่นสิ"

มาร์ลีน       "หนูอยากรู้ว่าตอนนี้คลาวด์อยู่ที่ไหน?"

ทีฟาไม่สามารถตอบได้ คลาวด์อยู่ที่ไหนสักแห่งในมิดการ์ ทีแรกเธอคิดว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดี เขาอาจเกิดอุบัติเหตุตอนออกไปทำงานหรืออาจถูกมอนสเตอร์เล่นงาน แต่ต่อมาก็รู้ว่าคลาวด์ยังทำงานอยู่มีคนเจอเขาบ่อยๆ เขาเพียงแค่ออกจากบ้านไป ทั้งที่เป็นห่วงแต่ทีฟาก็พยายามบอกกับเด็กๆว่าไม่เป็นไร แต่ไม่นานพวกเด็กก็รู้ว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้น

มาร์ลีน       "ทำไมเขาถึงออกจากบ้านไปล่ะ?"

"ฉันไม่รู้ อาจเกิดปัญหาขึ้นระหว่างเรา"


แต่ทีฟายังจำรอยยิ้มของคลาวด์ครั้งสุดท้ายที่เจอเขาได้ เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นราวกับจะบอกว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี

"ฉันคิดแบบนั้นไปเองหรือเปล่านะ?"

 
ในวันแห่งชะตากรรม เมเทโอตกลงมาจากฟ้า ไลฟ์สตรีมได้ไหลออกจากรอยแตกของดวงดาวและรวมพลังกันเพื่อทำลายเมเทโอ ทีฟาเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับเพื่อนๆของเธอจากบนท้องฟ้า
 
judgementday
 
"ฉันขอให้ทุกอย่างมันถูกทำลายไปให้หมด รวมทั้งอดีตของฉัน อดีตของพวกเรา เราทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นมากมายเพื่อทำให้การต่อสู้มันจบสิ้นลง และเราต้องแบกรับเรื่องในอดีตไว้มากเหลือเกิน ฉันจะทนใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ได้อย่างไร"

ปกติเวลาคนอื่นเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ เธอจะเป็นคนพูดว่าให้สู้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่พอถึงคราวเธอเองเธอชักไม่แน่ใจ

จากการพัฒนาพลังมาโคของชินระทำให้ โลกพัฒนาไปมาก ทั่วทั้งเมืองสว่างไสวแต่ก็ทำให้สิ่งที่มืดมนยิ่งกว่าเกิดขึ้น นั่นคือพลังงานมาโคจะทำให้ดวงดาวตายลง กลุ่มต่อต้าน "อวาลันช์" พยายามเตือนให้ผู้คนรับรู้เรื่องนั้นแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีผล เพราะผู้คนต่างพอใจในความสะดวกสบายที่ได้จากพลังงานมาโค อวาลันช์จึงต้องปฏิบัติการขั้นรุนแรง พวกเขาเลือกเมืองที่ใช้พลังงานมาโคมากอย่างมิดการ์และระเบิดหนึ่งในเตา ปฏิกรณ์ของที่นั่นทิ้ง แต่ผลของระเบิดมันรุนแรงกว่าที่พวกเขาคาดไว้มากนัก บริเวณโดยรอบเตามาโคถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง จากคดีนี้ทำให้ชินระทำการกวาดล้างอวาลันช์อย่างเต็มกำลังเขตที่อวาลันช์ใช้เป็นที่หลบซ่อนรวมทั้งทุกชีวิตที่นั่นถูกทำลายทิ้งทั้งหมด เป็นปฏิบัติการเกินกว่าเหตุของชินระที่ต้องการเพียงแค่ทำลายพวกต่อต้านกลุ่มเล็กๆ จากเหตุการณ์นี้อวาลันช์เป็นต้นเหตุให้ผู้บริสุทธิ์มากมายต้องตาย

 

ซึ่งทีฟาเป็นหนึ่งในสมาชิกของอวาลันช์

เธอคิดว่าเพื่อเป้าหมายของพวกเธอแล้ว จะต้องมีผู้เสียสละไม่มากก็น้อยซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และพวกเธอเองหากถึงเวลาก็พร้อมจะตายเช่นกัน แต่หลังจากการเดินทางที่ยาวนาน ทีฟาและพรรคพวกได้สูญเสียเป้าหมายไป พวกเขาพบว่าศัตรูที่แท้จริงที่ควรกำจัดไม่ใช่ชินระแต่เป็นเซฟิรอธ ทีฟาร่วมกับเพื่อนวัยเด็กของเธอ คลาวด์ และคนอื่นๆประกอบด้วยแบเร็ตผู้เหลือรอดจากอวาลันช์, แอริธที่ได้พบขณะเกิดเหตุโกลาหล และเร้ด13 พวกเขาออกเดินทางผ่านเหตุการณ์มากมายและได้พบกับเพื่อนคนอื่นๆทั้งซิด, เคทซิท, ยุฟฟี่ และวินเซนต์

 

มิตรภาพระหว่างพวกเขาได้เกิดขึ้น แต่พวกเขาก็ต้องสูญเสียแอริธไป

ถึงกระนั้นก็ตาม การเดินทางยังไม่จบ เมื่อมองย้อนไปถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา ทีฟารู้สึกได้ว่าการต่อสู้ของพวกเธอกำลังจะจบลง ไม่ว่าจะด้วยชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ก็ตาม


"การต่อสู้ของฉันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนฉันอายุยังน้อย มีปัญหาเรื่องเตาปฏิกรณ์ขัดข้องที่นีเบิลไฮม์บ้านเกิดของเรา และอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ ชินระได้ส่งเซฟิรอธมาตรวจสอบแต่ก็เกิดเรื่องราวขึ้นจนพ่อฉันถูกมันฆ่าตาย ฉันโกรธแค้นชินระและเซฟิรอธมากจึงเข้าร่วมอวาลันช์ ใช่แล้ว มันเริ่มมาจากความแค้นส่วนตัว สโลแกนของอวาลันช์ที่ว่าต้องการต่อต้านชินระหรือต่อต้านมาโคนั่นเป็นเพียงข้ออ้าง แต่ชีวิตมากมายก็ต้องมาสูญเสียไปในขณะที่พวกเราพยายามจะปกป้องดวงดาว ถ้าทั้งหมดนี่แค่เพื่อการแก้แค้นของฉันแล้วมันก็....."

 

ความรู้สึกผิดบาปก่อขึ้นในใจของทีฟา

เธอคิดไม่ออกว่าเธอจะทนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกแบบนี้อยู่ได้อย่างไร ทีฟาหวาดกลัวต่ออนาคต เธอมองจากท้องฟ้าลงไปด้านล่าง ในตอนนั้นคลาวด์ที่นั่งอยู่ข้างๆก็มองลงไปด้วยกัน แต่เขายิ้มอย่างมีความสุข เป็นรอยยิ้มที่เธอไม่เคยได้เห็นมาก่อน คลาวด์เห็นเธอมองจึงถามขึ้น

คลาวด์     "มีอะไรเหรอ?"

ทีฟา        "คลาวด์ เธอกำลังยิ้ม"

คลาวด์     "เหรอ?"

ทีฟา        "ใช่"

คลาวด์     "ทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้น ....ใหม่"
  คลาวด์นึกคำที่เหมาะสม  "ชีวิตใหม่"

"ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ฉันคิดว่านั่นเป็นหนทางเดียวที่จะสามารถชดใช้ความผิดได้ เราได้ผ่านเรื่องราวต่างๆกันมามากมายเหลือเกิน"

ทีฟา        "เธอพูดถูก...."

คลาวด์     "แต่พอฉันคิดถึงว่ามันกี่ครั้งแล้วนะที่ฉันพยายามจะเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้วมันน่าขำนะ"

ทีฟา        "ทำไมล่ะ?"

คลาวด์     "ก็ฉันล้มเหลวอยู่เรื่อยนะสิ"

ทีฟา        "ไม่ขำนะ"

คลาวด์     ".....แต่ฉันคิดว่าคราวนี้คงไม่เป็นไร"
  คลาวด์เงียบไปพักหนึ่ง

"เพราะมีเธออยู่กับฉันนี่นา"

ทีฟา        "แต่ฉันก็อยู่กับเธอมาตลอดอยู่แล้วนี่"

คลาวด์     "ฉันหมายถึงตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปน่ะ"
  คลาวด์ตอบแล้วยิ้มให้อีกครั้ง
 


ทีฟาและเพื่อนๆไปหาแอริธซึ่งตอนนี้หลับอยู่ใต้บึงของนครสาบสูญ พวกเขาบอกแอริธว่าโลกที่เธอแลกชีวิตเพื่อปกป้องไว้ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ทีฟาได้ยินเสียงถามเธอว่า "ไม่เป็นไรแล้วนะ" เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงของแอริธหรือเสียงของตัวเธอเอง เธอฝืนไม่อยู่และร้องไห้ออกมา ตอนที่เซฟิรอธฆ่าแอริธ ทีฟาเศร้าใจแต่ก็เปลี่ยนความเศร้านั้นเป็นความโกรธที่มีต่อศัตรู แต่ในตอนนี้เธอรู้ดีว่าจริงๆเธอโศกเศร้าและเจ็บปวดมากเพียงใด การมาที่นี่แทบฉีกหัวใจเธอออกเป็นเสี่ยงๆ เพราะการที่เธอเป็นหนึ่งในอวาลันช์และมีผู้คนมากมายอยู่เคียงข้างทำให้เธอเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส น้ำตาเธอไหลไม่หยุด

ทีฟา         "ฉันขอโทษ ...ฉันขอโทษจริงๆ"

เธอรู้สึกได้ถึงมือของคลาวด์ที่สัมผัสลงบนไหล่ เขายึดเธอไว้แน่นราวกับไม่อยากให้เธอจากไปไหนอีก ตอนนี้เธอปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาเต็มที่ อย่างน้อยก็มีคลาวด์ช่วยบรรเทาความโศกเศร้านี้อยู่ ทีฟาไม่รู้ว่าหากต้องอยู่คนเดียวเธอจะทำอย่างไร
 

ทีฟาและเพื่อนๆที่ร่วมเดินทางกันมาแยกจากกันง่ายพอๆกับตอนที่พวกเขามาพบกัน วินเซนต์เดินออกไปโดยไม่บอกกล่าวราวกับเป็นแค่หนึ่งในผู้โดยสารที่นั่งมาในรถไฟขบวนเดียวกัน ยุฟฟี่โวยวายว่าไม่อยากจากกันไปแบบนี้เพราะอุตส่าห์ได้เป็นเพื่อนกันแล้ว ไม่แบเร็ตก็ซิดที่บอกเธอว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่พวกเราจะมาเจอกันอีกเมื่อไหร่ก็ได้ หลังจากสัญญาว่าจะกลับมารวมตัวกันอีกสักวัน ทีฟา คลาวด์ และแบเร็ต แยกจากคนอื่นๆมายังโคเรลบ้านเกิดของแบเร็ตที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นจากเตามาโค อันเป็นจุดเริ่มต้นการแก้แค้นของเขา หลังจากเงียบไปสักพัก เขาบอกกับคนอื่นว่าไม่ต้องตามมา เขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตโดยแบกรับความรู้สึกผิดบาปต่อไป

พวกเขาเดินทางมายังนีเบิลไฮม์ บ้านเกิดของคลาวด์และทีฟา พวกเขาไม่ได้รู้สึกคิดถึงบ้านเกิดเลย รู้สึกเพียงแค่ความทรงจำต่อเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นที่นี่

คลาวด์     "ฉันไม่ควรมาที่นี่เลย มันทำให้คิดถึงอดีต"

ทีฟาเองก็คิดเช่นนั้น


พวกเขาเดินทางไปยังเมืองคาล์ม เอลไมร่า แม่บุญธรรมของแอริธ และมาร์ลีนที่พวกเขาฝากเธอให้ช่วยดูแลรออยู่ที่นี่ เอลไมร่ามาพักอยู่ที่บ้านญาติของเธอที่นี่ แบเร็ตและมาร์ลีนต่างดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง คลาวด์เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับแอริธให้เอลไมร่าฟัง ทีฟา, คลาวด์ และแบเร็ตต่างขอโทษที่ไม่สามารถปกป้องแอริธได้

เอลไมร่า    "พวกเธอทำเท่าที่จะทำได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก"

ทีฟาและคนอื่นๆได้แต่นิ่งเงียบ
 
"เราพยายามกันอย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆน่ะเหรอ?"

 

มีผู้คนมากมายลี้ภัยมายังเมืองคาล์ม จากบ้านธรรมดากลายเป็นบ้านพักฉุกเฉินซึ่งชาวเมืองคาล์มก็ยอมให้พักฟรีๆ แม้แต่โรงแรมก็อนุญาตให้คนเข้ามาใช้ห้องพักได้ฟรี ราวกับทุกๆคนได้พยายามช่วยกันฟื้นฟูโลกขึ้นมาใหม่

คลาวด์     "เรากลับบ้านกันเถอะ"

แบเร็ต      "กลับไปไหน?"

คลาวด์     "กลับสู่ความเป็นจริงของเรา"

แบเร็ต      "แกพูดบ้าอะไรฟะ?"

คลาวด์     "ชีวิตปกติธรรมดาๆของเรา"

แบเร็ต      "แล้วเรามีที่ไหนให้เราใช้ชีวิตปกติได้อีกเรอะ?"

คลาวด์     "มันต้องมีสักที่"
   คลาวด์มองไปที่ทีฟา  "ใช่ไหม?"

มาร์ลีนตะโกนสนับสนุน "ใช่แล้ว!" ทีฟาพยักหน้าเออออ แต่เธอก็สงสัยเหมือนแบเร็ตว่าที่ไหนกันที่พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขได้ พวกเขา 4 คนกลับมายังมิดการ์ เมืองได้ถูกบูรณะขึ้นหลังภัยพิบัติเมเทโอ ผู้คนพยายามดำเนินชีวิตต่อไปและมองไปยังอนาคตข้างหน้า ...ไม่สิ มองมายังปัจจุบันต่างหาก เมื่อเห็นดังนี้แล้วทีฟาก็นึกตำหนิตัวเอง ตอนที่เธอมองจากท้องฟ้าลงมายังมิดการ์ เธออยากให้ทุกอย่างถูกทำลายหายไปให้หมด เธอลืมไปว่ายังมีอีกหลายชีวิตอยู่ที่นี่ ทีฟายกโทษให้ตัวเองไม่ได้ที่คิดเห็นแก่ตัวแบบนั้น เธอเล่าสิ่งที่เธอคิดตอนอยู่บนเรือเหาะให้คลาวด์และแบเร็ตฟัง ทั้งคู่เข้าใจความรู้สึกของทีฟาดีและก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่พวกเขาก็เตือนให้เธอรู้ว่าไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรพวกเขาก็คงไม่สามารถหนีไปจากความสำนึกบาปในจิตใจได้

แบเร็ต      "ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เราจะอยู่จนกว่าจะชำระบาปได้หมดสิ้นนั่นแหละ"

เมื่อทีฟาอยู่กับคลาวด์เพียงลำพัง คลาวด์บอกกับเธอ "มัวแต่จมอยู่กับความคิดแบบนี้ไม่สมกับเป็นเธอเลย"

ทีฟา        "ฉัน...ก็เป็นอย่างนี้แหละ"

คลาวด์     "ไม่ใช่ เธอร่าเริงและเข้มแข็งมากกว่านี้ ถ้าเธอลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นแบบนั้น ฉันจะคอยเตือนเธอเอง"

ทีฟา        "จริงเหรอ?"

คลาวด์     "อาจจะนะ"
   คลาวด์ตอบอายๆ
 


สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือรวบรวมข้อมูลภายในมิดการ์ เรื่องการหาวัตถุดิบต่างๆที่พวกเขาต้องการ ทั้งสามคนแยกย้ายกันไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับชาวเมืองคนอื่นๆ พวกเขาคอยช่วยเหลือคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ตกกลางคืนพวกเขาก็นอนกันใต้เพลทของมิดการ์ที่ว่ากันว่ามันอาจพังลงมาได้ทุก เมื่อ

วันหนึ่งแบเร็ตกลับมาพร้อมโถเหล้า, ฮีทเตอร์ และผลไม้หลายชนิด ซึ่งมีคนให้เขามาเพื่อตอบแทนที่ช่วยรื้อบ้าน "คอยกินละกัน" แบเร็ตโชว์ฝีมือการทำอาหารที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เหล้าถูกวางทิ้งไว้กว่าสองสัปดาห์พวกเขาถึงรู้ว่าเป็นเหล้าพิเศษที่ผลิตในโค เรล ทีฟาและคลาวด์ค่อยๆจิบช้าๆ แต่แบเร็ตดื่มราวกับจะอาบ เขาเล่าเรื่องชีวิตในสมัยก่อนอันสงบสุข ทั้งเรื่องที่เมาจนเดินหัวทิ่มบ่อ ทั้งเรื่องที่เมาแล้วขอภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วแต่งงาน  ทีฟาและคลาวด์หัวเราะลั่นแบบที่ไม่ได้หัวเราะมาเสียนาน

วันต่อมาแบเร็ตพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เรามาเริ่มธุรกิจเหล้ากันดีไหม?"

คลาวด์     "เราเหรอ?"     คลาวด์ถามอย่างประหลาดใจ

แบเร็ต      "ไอ้เซ่อ เราเรียกลูกค้าไม่ได้หรอก ต้องทีฟานี่"

ทีฟา         "ฉันเหรอ?"

แบเร็ต      "เธอเก่งนี่"


 

ไม่นานมานี้ บาร์ชื่อเซเว่นเฮฟเว่นถูกใช้เป็นที่ซ่อนตัวของอวาลันช์ และเป็นแหล่งหาเงินทุนให้กลุ่มอวาลันช์ ทีฟาเป็นทั้งเด็กเสิร์พและผู้จัดการร้านที่นั่น

แบเร็ต      "ฉันว่าตอนนี้ผู้คนในมิดการ์แบ่งเป็นสองพวก พวกที่อยู่ไปวันๆและยังยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ กับพวกที่ตั้งใจทำงานเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป ฉันเองก็เข้าใจความรู้สึกคนทั้งสองพวกนี้ ทุกคนต้องเผชิญปัญหาและพวกเขาก็มีวิธีการรับมือที่แตกต่างกันออกไป และทางออกของทุกคนก็คือเหล้า"

คลาวด์     "ทำไมถึงเป็นเหล้าล่ะ?"

แบเร็ต      "ไม่รู้ แต่เมื่อวานตอนเราเกือบๆเมา เราหัวเราะกันทั้งที่ไม่ได้หัวเราะมาตั้งนานแล้วนี่ใช่ไหม? นี่แหละช่วงเวลาที่เราต้องการ"

คลาวด์     "ที่แกพูดก็ถูก"

แบเร็ต      "ช่วงเวลาแบบนั้นมันมีค่า จริงไหม? เฮ่ ทีฟา เธอคิดว่าไง?"


ทีฟาไม่ตอบ เธอเข้าใจในสิ่งที่แบเร็ตพูด แต่การเปิดบาร์จะทำให้ความรู้สึกเก่าๆตอนเป็นอวาลันช์หวนคืนมา คลาวด์จึงพูดขึ้น

คลาวด์     "ทีฟา เรามาลองดูสักตั้งดีกว่า ถ้ามันยากเกินไปค่อยเลิก"

แบเร็ต      "ไม่ยากหรอกน่า ถ้าไม่ได้ทำงานทีฟาก็คงจมอยู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและสุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเลย"


 
"ก็คงจะจริง"


 

ทั้งสามคนเตรียมตัวเปิดร้าน พวกเขาเลือกชานเมืองด้านตะวันออกของมิดการ์เป็นสถานที่เริ่มธุรกิจใหม่โดยขนวัสดุจากมิดการ์มาเหมือนกับคนอื่นๆ พวกชาวบ้านพอรู้เรื่องต่างก็เต็มใจมาช่วยพวกทีฟาสร้างร้าน คนที่แบเร็ตและคลาวด์เคยช่วยเหลือไว้ต่างช่วยกันหาวัสดุที่จำเป็นมาสร้างร้าน แบเร็ตคอยตะโกนสั่งการ ส่วนคลาวด์คอยเดินแก้คำสั่งผิดๆของแบเร็ต ทางด้านทีฟาศึกษาวิธีต้มเหล้าโคเรลและปรับปรุงให้มีรสชาติดีขึ้น  ในขณะเดียวกันก็คิดเมนูอาหารใหม่ๆขึ้นจากวัตถุดิบที่พวกเขาหามาได้ มาร์ลีนเป็นเหมือนมาสคอตสำหรับผู้คนที่มาช่วยกันสร้างบาร์ ดูเหมือนมาร์ลีนเองก็อยากจะเป็นเด็กเสิร์พที่นี่ แม้จะมีปัญหาเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นทุกวันแต่พวกเขาก็ช่วยกันแก้ไขและผ่านพ้นมาได้ด้วยดี แม้บางครั้งทีฟาจะรู้สึกผิดที่เธอยิ้มออกมาทั้งที่ยังมีบาปในใจ แต่ก็มักถูกขัดจังหวะโดยเสียงคนเรียกเธอไปคุยอยู่เรื่อยๆ

คลาวด์     "อีกแค่ไม่กี่วันก็คงเปิดร้านได้แล้วหละ"

แบเร็ต      "แล้วจะตั้งชื่อว่าอะไรดีล่ะ?"


คลาวด์ ลองเสนอดู 2-3 ชื่อแต่ล้วนฟังดูไร้สาระและน่าเบื่อ ชื่อที่แบเร็ตตั้งก็ฟังแล้วคิดถึงสัตว์ประหลาด สุดท้ายพวกเขาก็ให้ทีฟาเป็นคนตัดสินใจและบอกว่าจะไม่บ่นไม่ว่าจะเป็นชื่ออะไร แต่ด้วยเหตุที่ต้องทำงานหนักตลอดทั้งวัน ทีฟาไม่มีเวลาคิดชื่อจนใกล้ถึงวันที่ต้องเปิดร้าน วันหนึ่งมาร์ลีนถามเรื่องชื่อร้านขึ้นมา

แบเร็ต      "เรากำลังคิดกันอยู่"

มาร์ลีน      "หนูว่าชื่อเซเว่นเฮฟเว่นก็ดีนะ"

แต่มันเป็นชื่อที่ทีฟาพยายามจะหลีกเลี่ยง

"แค่แบกรับอดีตก็มากเกินพอแล้ว ฉันไม่อยากให้ชื่อนั้นมาทำให้คิดถึงเรื่องเก่าๆอีก"


แบเร็ต      "ทำไมเอาชื่อนี้ล่ะ?"

มาร์ลีน      "เพราะที่นั่นสนุก ถ้าเราตั้งชื่อที่นี่ว่าเซเว่นเฮฟเว่นเราจะได้สนุกกันอีกครั้ง"


เราลืมไปเลยว่าพวกผู้ใหญ่มักชอบคิดไปไกล แต่มาร์ลีนไม่ได้เป็นแบบนั้น สำหรับเธอเซเว่นเฮฟเว่นเป็นบ้านแห่งความสุขที่มีแบเร็ต, ทีฟา และเพื่อนๆอยู่ที่นั่น

ทีฟา         "อืม....เซเว่นเฮฟเว่น...."

 
"ฉันไม่สามารถลบล้างอดีตได้ ฉันทำได้เพียงแค่ยอมรับและใช้ชีวิตอยู่ต่อไป"


 
ทีฟาคิดว่าเธอพร้อมแล้ว วันแรกที่เปิดร้านประสบความสำเร็จอย่างดี ผู้คนชื่นชอบเหล้าโคเรลมากจนไม่สนใจเรื่องราคา เนื่องด้วยข้อจำกัดทางวัตถุดิบพวกเขาจึงไม่มีเมนูพิเศษมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นคนก็นิยมมาที่นี่ ที่ซึ่งพวกเขาสามารถนั่งดื่มกับเพื่อนๆได้ ที่ซึ่งพวกเขาสามารถลืมความเศร้าโศกของความเป็นจริง หรือแม้กระทั่งลืมความเป็นจริงไปเลยและมองไปยังอนาคตต่อไป คนที่ไม่มีเงินก็อาจเอาของมาแลกเพื่อดื่มได้ สำหรับเด็กๆที่นี่ยังมีน้ำผลลไม้หลายชนิดเฉพาะที่มาร์ลีนลองกินแล้วชอบเสิร์พให้ด้วย มาร์ลีนช่วยเสิร์พจนไม่ดึกมากนัก ส่วนพวกที่เมาหัวราน้ำจะถูกไล่กลับบ้านทันที แบเร็ตนั่งจิบบเหล้าอยู่มุมห้อง บางทีเขาคงตั้งใจจะเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของร้าน คลาวด์ทำหน้าที่จัดหาวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับทำอาหารและเหล้า เขาไม่ค่อยรู้จักชื่อพวกผักผลไม้ ทีแรกทีฟาก็แปลกใจแต่พอคิดถึงชีวิตพวกเขาตอนนี้แล้วมันก็ช่วยไม่ได้ มันดูตลกที่คลาวด์ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการนั่งจำชื่อผัก ทีฟาพยายามบอกตัวเองไม่ให้นึกขำ

คลาวด์เข้าสังคมไม่เก่ง ติดต่อสื่อสารกับคนอื่นไม่เป็น แต่ตอนนี้เขาต้องเที่ยวเจรจาเพื่อหาวัตถุดิบและต่อรองไม่ให้โดนโก่งราคา คลาวด์เองก็พยายามมุ่งหน้าต่อไป

 
หลังเปิดร้านได้หนึ่งสัปดาห์ แบเร็ตบอกคนอื่นๆว่าเขาจะออกเดินทาง และเห็นว่าตอนนี้ธุรกิจก็เป็นไปด้วยดีแล้ว เขาจะขอฝากมาร์ลีนไว้กับเรา

แบเร็ต      "ฉันต้องไปสะสางเรื่องในอดีต"

ทีฟาตกใจเล็กน้อยที่ได้ยินแบเร็ตพูดแบบนี้ แต่คลาวด์พยักหน้าเหมือนเข้าใจดีเพราะแบเร็ตเคยเกริ่นให้เขาฟังบ้างแล้ว

ทีฟา        "สะสางเรื่องในอดีตเหรอ...? ฉันเองก็อยากทำแบบนั้นเหมือนกัน"

แบเร็ต      "เธอทำที่นี่ก็ได้นี่ทีฟา อย่าเอาแต่รับ พยายามพิสูจน์ว่าเธอก็ให้เป็นเหมือนกัน"
 
หลังพูดจบแบเร็ตก็บอกว่าเขามีเรื่องต้องเตรียมตัวสักหน่อยแล้วออกจากร้านไป
 
ทีฟา        "เธอรู้อยู่แล้วสินะ"
 
คลาวด์     "ฮื่อ..."
 
ทีฟา        "ตอนนั้นเธอห้ามเขาหรือเปล่า?"
 
คลาวด์     "เปล่า เพราะตอนนั้นเขาบอกว่าที่นี่เป็นที่ของทีฟา"
 
ทีฟา        "...แบบนี้เอง"
 
"คลาวด์ก็คิดแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่านะ? ไว้ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากจะถามเขาเหมือนกัน"
 
มาร์ลีนที่ปกตินอนกับทีฟา คืนนี้เธอนอนกับแบเร็ตพ่อเลี้ยงของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเขาออกเดินทาง พวกเขาคุยกันจนดึก วันต่อมาแบเร็ตออกไปตั้งแต่เช้า มาร์ลีนตะโกนตามหลัง "ส่งจม.หรือโทรมาหาหนูบ้างนะ!" แบเร็ตตอบโดยยกมือขวาที่เป็นปืนกลขึ้น เขาเดินไปแล้วไม่หันกลับมาอีกเลย แบเร็ตเป็นคนที่ไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากการต่อสู้
 
"ฉันอยากรู้ว่าต่อไปเขาจะมีชีวิตแบบไหน ฉันภาวนาให้เขามีชีวิตที่สงบสุขเสียที ไม่ใช่เพียงแค่รับ ฉันหวังให้เขาพิสูจน์ได้ว่าเขาเองก็สามารถเป็นฝ่ายให้ได้เช่นกัน"

แบเร็ตตะโกนบอกมาร์ลีน "เป็นลูกที่ดีนะ!"

"เป็นลูกที่ดี?" คลาวด์และทีฟามองหน้ากัน

มาร์ลีน      "หนูจะดูแลคลาวด์และทีฟาเอง"

แบเร็ต      "รักษาตัวให้ดีนะ!"
เขาหันมาตะโกนเสียงสั่นเล็กน้อย

"อยู่กับครอบครัวดีๆ อย่าดื้ออย่าซนล่ะ!"

 

 
"เพราะมีเพื่อนๆ ฉันจึงมีชีวิตอยู่โดยทนแบกรับบาปในใจไว้ได้ แม้ว่าพวกเขาเองก็เป็นคนที่มีบาดแผลในใจเช่นเดียวกัน ต้องทนทุกข์กับตราบาปเหมือนๆกัน เราต่างช่วยเหลือกันและกันมาตลอดไม่เช่นนั้นเราคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ บางทีคุณอาจเรียกสิ่งที่เราเป็นกันอยู่นี้ว่าครอบครัวก็ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ก็แค่รักษาครอบครัวให้คงอยู่และทำทุกอย่างให้ดีที่สุด"


 
ทีฟาคิดว่าเมื่ออยู่กับเหล่าสหายที่เธอสามารถเรียกว่าเป็นครอบครัวนี้ได้แล้ว ทุกอย่างคงเป็นไปด้วยดีไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
 
ทีฟา        "ครอบครัวอย่างนั้นเหรอ"
 
มาร์ลีน     "ช่าย" มาร์ลีนตอบทีฟาที่พูดขึ้นมาลอยๆ "หนูจะให้คลาวด์มาอยู่ในครอบครัวด้วย"
 
คลาวด์     "ขอบใจนะ"
 
คลาวด์ตอบคำพูดไร้เดียงสาของมาร์ลีนด้วยสีหน้าจริงจังแล้วหันมามองทีฟา ซึ่งทีฟาเองก็พยักหน้ารับ หลังจากนี้จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่านะ? แต่ทีฟาคิดว่าเธอควรเลิกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอกับเขาเสียที
 

หลายเดือนต่อมาหลังเปิดบาร์ คลาวด์ซึ่งออกไปรวบรวมวัตถุดิบได้โทรเข้ามา เขาอยากคุยเรื่องสิทธิพิเศษสำหรับกินละดื่มฟรีตลอดชีพที่เซเว่นเฮฟเว่น ถึงจะไม่รู้รายละเอียดแต่ทีฟาก็เข้าใจว่าคลาวด์อยากจะพูดเรื่องอะไร เธอรู้ว่าคลาวด์อยากจะแลกสิทธิพิเศษที่ว่านี้กับบางอย่างที่เขาอยากได้มากๆ คลาวด์กลับมาตอนกลางคืน เขาขี่มอเตอร์ไซด์รุ่นใหม่ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนกลับมา คลาวด์ได้ปรับปรุงส่วนประกอบเล็กๆน้อยๆขณะที่ว่างจากการทำงาน เขาพาวิศวกรที่ไปเจอที่ไหนสักแห่งมาคุยเรื่องการแต่งรถ มีคนอีกจำนวนหนึ่งมาช่วยคลาวด์ดัดแปลง มาร์ลีนและเด็กๆเพื่อนๆของเธอต่างพากันมาดู บรรยากาศแบบนี้ทำให้ทีฟาอุ่นใจมากขึ้นว่าพวกเขาได้กลายเป็นหนึ่งครอบครัวเล็กๆบนโลกใบนี้ไปแล้ว

หลายครั้งที่คลาวด์ต้องออกไปหาวัตถุดิบนอกมิดการ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไปที่เมืองคาล์ม เมื่อก่อนเขาต้องเช่ามอเตอร์ไซด์, รถบรรทุก หรือโชโคโบเพื่อใช้เดินทาง แต่ตอนนี้เขามีรถเป็นของตัวเองแล้ว บางครั้งเขาก็ไปที่ไกลๆและได้วัตถุดิบหายากกลับมา คืนหนึ่งมีโทรศัพท์เข้ามาหาคลาวด์ หลังคุยได้สักพักคลาวด์บอกว่าเขาขอออกไปข้างนอกเสียหน่อย

ทีฟา        "จะไปไหนเหรอ?"

คลาวด์     "จะบอกเธอว่าไงดี...."


คลาวด์เล่าให้ทีฟาฟังว่า ตอนออกไปหาวัตถุดิบพวกเจ้าของร้านมักไหว้วานให้ช่วยส่งของบ่อยๆแล้วให้พวกผักมาตอบแทน และวันนี้ก็มีของที่อยากให้คลาวด์ช่วยไปส่งก่อนเช้า คลาวด์มองทีฟาราวกับเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำผิด

ทีฟา        "ทำไมมองฉันแบบนั้นล่ะ?"

คลาวด์     "คือ....ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกเธอ"

ทีฟา        "เรื่องอะไรเหรอ?"

คลาวด์     "เรื่องที่ฉันไม่มาปรึกษาเธอก่อน"


ทีฟาหัวเราะออกมา คลาวด์เล่าต่อว่าเขาได้ค่าส่งของมานิดหน่อย และรู้สึกผิดที่เอาเงินไปใช้แต่งรถจนหมด ทีฟาคิดว่าคลาวด์ก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง ถึงจะน่าเศร้านิดๆที่คลาวด์ค้นพบโลกอีกด้านที่เธอไม่รู้จัก แต่การที่โลกของคลาวด์เปิดกว้างขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี ใช่ มันเป็นความรู้สึกที่แม่พึงมี ทีฟาไปส่งคลาวด์ข้างนอก ตอนนี้เธอยินดีที่ความรู้สึกใหม่ๆก่อขึ้นในใจเธอ
 

ตอนนี้ทีฟาสามารถใช้ชีวิตอยู่โดยทนแบกรับบาปในใจไว้ได้แล้ว แต่เธอก็ไม่ได้ลืมบาปเหล่านั้น วันที่เธอต้องถูกลงโทษคงมาถึงสักวัน ...จนกว่าจะถึงวันนั้น ทีฟาได้แค่มองไปข้างหน้าและใช้ชีวิตต่อไป เธอจะใช้ชีวิตแบบไม่ใช่เป็นผู้รับอย่างเดียวแต่ยังเป็นผู้ให้ด้วย
 

 
ทีฟาสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้คลาวด์เปิดบริการส่งของโดยให้ลูกค้ามาสั่งงานที่บาร์ แล้วมาร์ลีนหรือทีฟาจะเป็นคนคอยรับโทรศัพท์ ทีแรกคลาวด์ก็ลังเล แต่พอนอนคิดดูสักคืนเขาก็ตกลงจะทำ และสไตรฟ์ดีลิเวอรี่เซอร์วิซก็เริ่มขึ้น พวกเขาใช้มิดการ์เป็นศูนย์กลางและรับส่งของไปยังทั่วทุกมุมโลกเท่าที่คลาวด์จะขี่มอเตอร์ไซด์ไปถึง ตัวคลาวด์เองช่วยดึงดูดลูกค้าได้อย่างมากเพราะเขามีชื่อเสียง ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม สำหรับตอนนี้ที่มอนสเตอร์ออกอาละวาดไปทั่วและถนนหลายเส้นก็ถูกตัดขาดด้วยการระเบิดของไลฟ์สตรีมทำให้การส่งของไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆก็ทำได้ มันจึงเป็นงานที่คลาวด์อยากทำ ทีฟาดีใจที่คลาวด์ซึ่งปกติเข้าสังคมไม่เก่งได้ทำงานที่เชื่อมผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน

การทำงานส่งของส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวของพวกเขาเป็นอย่างมาก คลาวด์แทบไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวเลย เขาต้องออกไปแต่เช้าและกลับมาตอนดึกซึ่งแน่นอนว่าพวกเขา 3 คนไม่ได้มานั่งคุยกันบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ทีฟาพยายามปิดบาร์อาทิตย์ละหนึ่งวัน แต่คลาวด์ก็ยังคงทำงานเพราะเขาปฏิเสธลูกค้าไม่ได้ ทีฟาอยากไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัวบ้าง แต่เธอก็คิดว่านั่นเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว ช่วงนี้มาร์ลีนรู้สึกว่าคลาวด์เปลี่ยนแปลงไป เธอเล่าให้ทีฟาฟังว่าบางทีคลาวด์ก็เหม่อลอยและไม่ค่อยสนใจเธอ

"ถึงคลาวด์จะไม่เคยเริ่มเรื่องคุยกับมาร์ลีน แต่ฉันรู้ดีว่าถ้ามาร์ลีนคุยด้วยเขาคงคุยกับเธอ ฉันรู้ว่าคลาวด์เองก็มีวิธีการของเขาที่จะเข้ากับมาร์ลีน เหมือนหลายๆคนที่เข้ากับเด็กไม่เก่ง แต่ก็มีวิธีการของเขาในการเข้าหาเด็กๆ"

ฉันตอบมาร์ลีนไปว่าคลาวด์คงเหนื่อย แต่ฉันก็เป็นห่วง มาร์ลีนเป็นเด็กที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของผู้ใหญ่มาก

ในวันหยุดทีฟาและมาร์ลีนทำความสะอาดห้องที่ตอนนี้ใช้เป็นสำนักงานของคลาวด์ มีใบสั่งงานมากมายกระจัดกระจายอยู่เต็มโต๊ะแต่มีอยู่ใบหนึ่งเตะตาเข้า

ชื่อลูกค้า                -  เอลไมร่า เกนส

ของที่จะส่ง             -  ช่อดอกไม้

สถานที่ปลายทาง     -  นครสาสูญ


ทีฟาวางใบสั่งงานรวมกับใบอื่นๆราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เธอกลัวจนตัวสั่น การเดินทางไปส่งของนั้นก็เหมือนกับคลาวด์ต้องเดินทางไปพบอดีตในที่ต่างๆด้วย เธอรู้ว่าคลาวด์เจ็บปวดที่ปกป้องแอริธไม่ได้ ทั้งที่คลาวด์กำลังจะก้าวพ้นมันได้แล้ว แต่การกลับไปยังสถานที่ๆคลาวด์ต้องแยกกับแอริธคงทำให้ความเศร้าและความเจ็บปวดกลับมาฉีกหัวใจเขาเป็นเสี่ยงๆอีกครั้ง

ตกกลางคืนหลังบาร์ปิด คลาวด์ดื่มเหล้าทั้งที่ปกติไม่ค่อยดื่ม พอหมดแก้วทีฟาก็ลังเลก่อนจะเข้าไปเติมเหล้าให้

ทีฟา        "ฉันขอดื่มด้วยคนได้ไหม?"  เธอมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับเขา

คลาวด์     "ฉันอยากดื่มคนเดียว"

ได้ยินเช่นนั้น ทีฟาเลยหลุดปากไป
"งั้นก็ไปดื่มในห้องตัวเองสิ!"

แบเร็ตโทรเข้ามาเป็นระยะๆ เขาไม่ค่อยเล่าเรื่องตัวเอง แต่ส่วนใหญ่จะถามถึงมาร์ลีน เขาจะคุยกับมาร์ลีนนิดหน่อยก่อนวางหูทุกครั้ง มาร์ลีนสังเกตดูว่าทีฟาไม่ได้ฟังอยู่จึงเล่าให้แบเร็ตฟังด้วยเสียงเศร้าๆว่า "คลาวด์กับทีฟาไม่ได้ไปกันได้ดี"

ไม่ว่าระหว่างคลาวด์และทีฟาจะเป็นความรู้สึกแบบใด พวกเขาจะไม่เอามาร์ลีนมาเกี่ยวข้องเด็ดขาด ทีฟาคิดเช่นนั้น เธอพยายามหาเรื่องมาคุยกับคลาวด์ ตอนที่มาร์ลีนอยู่ด้วยเธอจะพยายามคุยเรื่องที่ไม่เครียด คลาวด์สงสัยในท่าทีของทีฟาที่เปลี่ยนไป แต่ก็เข้าใจสิ่งที่เธอพยายามจะทำ เขาจึงตามน้ำคุยกับเธอ มาร์ลีนก็เข้ามาร่วมวงด้วย

"ฉันคิดว่ามันกำลังจะเป็นไปได้ดี แต่ฉันก็คุยเรื่องที่อยากคุยจริงๆไม่ได้ ฉันไม่รู้จะพูดว่ายังไง"


เช้าวันหนึ่งทีฟาเอาเรื่องขำๆที่ได้ยินจากลูกค้าคนหนึ่งมาเล่าให้ฟัง ทั้งคลาวด์และมาร์ลีนหัวเราะออกมาดังลั่น

คลาวด์     "นั่นมันทำไม่ได้อยู่แล้ว"

มาร์ลีน     "มันทำไม่ได้!"


พวกผู้ใหญ่ทั้งร้านหันมามองมาร์ลีนแล้วทำหน้าแปลกใจ "เธอเคยเล่าเรื่องนี้ให้เราฟังแล้วนี่นา คลาวด์ก็ตอบเหมือนเดิมทุกครั้งแหละ!"

ถึง จะไปด้วยกันได้ไม่ค่อยดีแต่เราก็อยู่ด้วยกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราอยู่ในบ้านเดียวกัน และจะพยายามคงความเป็นครอบครัวนี้ไว้ ถึงจะไม่ค่อยมีเรื่องคุย ถึงจะไม่ค่อยมีรอยยิ้ม แต่พวกเราคือครอบครัว ทีฟาคิดเช่นนั้น ไม่สิ, เธอฝืนตัวเองให้คิดแบบนั้น

หลังจากมั่นใจว่าคลาวด์หลับแล้ว เธอพูดกับเขา "เราจะไม่เป็นไรใช่ไหม?" แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบ เพราะเขาหลับอยู่ ทีฟาสงสัยว่าการที่เขาหลับอยู่ที่นี่ นั่นหมายถึงเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวจริงหรือเปล่า

ทีฟา        " เธอรักฉันไหม?"

คลาวด์ตื่นขึ้นแล้วทำหน้าสงสัย

ทีฟา        "นี่คลาวด์ เธอรักมาร์ลีนหรือเปล่า?"

คลาวด์     "รักสิ แต่บางทีฉันก็ไม่รู้จะเข้าหาแกยังไง"

ทีฟา        "ทั้งที่สุดท้ายเราก็อยู่ด้วยกันแล้วนี่นะ?"

คลาวด์     "บางทีแค่นั้นคงยังไม่พอ"

ทีฟา        "พวกเรายังไม่เพียงพอสำหรับเธออีกเหรอ?"


คลาวด์ไม่ตอบ

ทีฟา        "ขอโทษที่ถามอะไรแปลกๆนะ"

คลาวด์     "ไม่ต้องขอโทษหรอก มันเป็นปัญหาของฉัน"

คลาวด์หลับตาลง

ทีฟา         "เรามาตั้งใจทำงานกันเถอะนะ"

ทีฟาคอยคำตอบอยู่นานจนกระทั่งเช้าแต่คลาวด์ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกมา

 

ต่อมาไม่นานคลาวด์พาเดนเซลมาที่ร้าน เด็กคนนี้คือคนที่ใช้มือถือที่คลาวด์ห้อยไว้ที่มอเตอร์ไซค์โทรมาที่ร้าน ตอนรับโทรศัพท์ทีแรกทีฟาก็ห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคลาวด์ แต่สักพักเธอก็รู้ว่าเด็กคนนี้อาการผิดปกติ ตอนที่เด็กคนนี้หมดสติไประหว่างคุยโทรศัพท์นั้นคลาวด์เป็นคนเข้ามาพูดต่อ พอทีฟาพยายามถามถึงอาการของเขา คลาวด์ก็ตอบกุกๆกักๆ
 
ทีฟา        "เด็กคนนั้นเป็นอะไรหรือเปล่า?"
 
คลาวด์     "ดูท่าทางเขาทรมานมากเลย"
 
ทีฟา        "พาเขามาที่ร้านสิ"
 
คลาวด์     "เด็กคนนี้มีจีโอสติ๊กม่านะ" 
 
ทีฟาหยุดคิดอยู่พักหนึ่ง จีโอสติ๊กม่าเป็นโรคที่ระบาดไปทั่วดวงดาวหลังเหตุการณ์ที่เมเทโอตกลงมาในวันนั้น และตอนนี้ยังไม่มีวิธีรักษา ผู้ป่วยเองก็มีหลายแบบ บางคนก็ดูแข็งแรงดีจนสังเกตอาการไม่ออก บางคนติดโรคได้ไม่นานก็ตาย ที่สำคัญคือทีฟาได้ยินมาว่าโรคนี้เป็นโรคติดต่อ ถ้าพาเขามาอาจทำให้คนในครอบครัวเธอติดโรคไปด้วย ถึงจะไม่ค่อยสบายใจแต่ส่วนตัวทีฟาเองเชื่อว่าโรคนี้ไม่น่าจะติดต่อได้ ไม่งั้นหลายๆคนบนโลกคงตายไปแล้ว แต่คนที่เชื่อเขาก็ยังเชื่อ ถ้าพาเขามาลูกค้าอาจไม่กล้าเข้าร้าน แต่ทีฟาไม่คิดจะเปลี่ยนใจเพียงเพราะคำว่าจีโอสติ๊กม่า เธอจึงยืนยันจะให้คลาวด์พาเด็กคนนี้มา
 
คลาวด์     "ฉันได้ยินว่าจีโอสติ๊กม่าไม่ใช่โรคติดต่อนะ"
 
คลาวด์รู้ว่าทีฟากำลังลังเลจึงพูดขึ้นทำให้ทีฟารู้ว่าคลาวด์เองก็อยากพาเขามาที่บ้านเหมือนกัน
 
ทีฟา        "พาเขามาสิ"
 
คลาวด์     "ฉันจะพาเข้าไปทางประตูหลังแล้วกันนะ มีคนดูแลมาร์ลีนไหม?"
 
ทีฟา        "มีสิ"
 
หลังวางหูไปแล้วทีฟาก็แปลกใจว่าทำไมคลาวด์ต้องพูดถึงมาร์ลีนและร้านด้วย เธอมารู้ภายหลังว่าคลาวด์คิดว่าเธออาจจะไม่ยอมแต่เขาก็อยากจะพาเด็กคนนี้มา ทีฟาอยากรู้เหตุผลที่แท้จริง แต่หลังเด็กคนนี้มาถึงคำถามเหล่านั้นก็ค่อยๆเลือนหายไป
 


หลังจากเดนเซลอาการดีขึ้น เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนมาที่นี่ให้ทีฟาฟัง ทีฟาจึงคิดว่าชะตากรรมคงพาเขามาที่นี่ เขาเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์ทำลายเขต 7
 

"เขต 7 ถูกทำลายเพราะพวกเรา ฉันต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันจะรับเลี้ยงดูเขา เขาไม่ได้ไปยังที่ของคลาวด์ ชะตากรรมนำเขาไปหาคลาวด์เพื่อมายังที่ของฉันต่างหาก"

ทีฟาบอกกับคลาวด์และมาร์ลีนว่าอยากจะรับอุปการะเดนเซล คลาวด์พยักหน้าเห็นด้วยนิดๆ ส่วนมาร์ลีนยินดีสุดๆ

แรกๆ เดนเซลยืนกรานจะช่วยงานเพียงเพื่อเป็นการตอบแทนที่เลี้ยงดูเขา แต่ต่อมาเขาเปิดใจยอมรับพวกคลาวด์ และสนุกที่ได้ช่วยงานคลาวด์ที่บาร์ จำนวนลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัดและเหตุผลก็ชัดเจนว่าทำไม แต่ทั้งทีฟา, คลาวด์, หรือกระทั่งมาร์ลีนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
 
ตกกลางคืนหลังบาร์ปิดขณะทำความสะอาดระเบียงทีฟามองมาที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่ กลางห้องมีผู้จัดการสไตรฟ์ดีลิเวอรี่เซอร์วิซ คลาวด์ นั่งอยู่กับสองผู้ช่วยมาร์ลีนและเดนเซล ปกติเดนเซลจะทรมานจากโรคจีโอสติกม่า แต่วันไหนที่อาการดีและไม่มีไข้ เขาจะเกาะติดคลาวด์เป็นตังเม ทุกๆวันคลาวด์จะออกไปนอกบ้านครึ่งวัน ช่วงที่เขาอยู่บ้านจะเป็นช่วงเวลาที่เดนเซลมีความสุขที่สุดที่ได้อยู่กับ ฮีโร่ของเขา ใช่แล้ว คลาวด์เป็นเหมือนฮีโร่ของเดนเซล การขี่มอเตอร์ไซด์สุดเท่, การช่วยไว้ตอนที่เขาเกือบตายด้วยโรคจีโอสติกม่าล้วนเป็นสิ่งที่เดนเซลชื่นชม เขามักถามเรื่องของคลาวด์กับทีฟาตอนที่คลาวด์ยังไม่กลับมาบ้าน ครั้งหนึ่งทีฟาพูดติดตลกว่ารู้ไหมอาหารที่กินอยู่ทุกวันเนี่ยฉันทำเองนะ เดนเซลบอกว่าเขาก็ทำความสะอาดร้านทุกวันเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นความจริงและเดนเซลทำความสะอาดได้หมดจดมาก เธอถามเขาว่าแม่ที่เสียไปแล้วสอนให้หรือเปล่า เขาปฏิเสธ ทีฟาถามคลาวด์ว่าใครสอนเขาทำความสะอาด เดนเซลเล่าให้คลาวด์ฟังทำให้ทีฟารู้สึกน้อยใจนิดๆ

"ทำไมเดนเซลบอกคลาวด์แต่ไม่ยอมบอกฉันล่ะ พอฉันลองเอาเรื่องนี้ไปถามลูกค้าที่อายุพอๆกับเดนเซลดูเขาบอกว่า เด็กผู้ชายก็แบบนี้แหละ ไม่มีปัญหาหรอก ก็แค่เรื่องครอบครัวธรรมดาๆ"

 

ถึงเธอจะไม่ค่อยเข้าใจคำตอบ แต่คำว่า "ครอบครัวธรรมดาๆ" ก็ทำให้ทีฟาเบาใจ

หลังปิดร้าน จะเห็นภาพที่คนสามคนนั่งที่โต๊ะกลางร้านจนชินตา ไม่แปลกถ้าจะมีคนคิดว่าเป็นพ่อยังหนุ่มนั่งอยู่กับลูกทั้งสอง ซึ่งพวกเขายินดีให้ทีฟาเข้าไปร่วมกลุ่มได้เสมอเมื่อเธอต้องการ คลาวด์กางแผนที่บนโต๊ะเพื่อศึกษาเส้นทางที่เขาจะไปส่งของพรุ่งนี้ เดนเซลและมาร์ลีนคอยแยกประเภทใบสั่งงาน เมื่อมีคำที่มาร์ลีนอ่านไม่ออกเธอจะถามเดนเซลและเดนเซลก็จะสอนเธออ่านเหมือนพี่สอนหนังสือน้อง เมื่อมีคำที่เดนเซลอ่านไม่ออกเขาจะถามคลาวด์ คลาวด์มักจะสอนและเอาปากกาให้พวกเด็กๆฝึกเขียนเพื่อจะได้จำได้แม่นๆ เมื่อเห็นชื่อสถานที่แปลกๆบางทีเด็กๆก็อยากรู้ว่าสถานที่ต่างๆเหล่านี้เป็นยังไง ซึ่งคลาวด์ก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ มีคนเยอะ, มีคนน้อย, อันตรายมีมอนสเตอร์อาละวาด ไปทางถนนเส้นเหนือจะปลอดภัยกว่า ...อะไรแบบนี้ ล้วนเป็นคำบรรยายที่ชวนให้ถามต่อว่า "แค่นั้นเหรอ?" แต่พวกเด็กๆก็ดูจะพอใจ แต่พอทีฟาช่วยให้รายละเอียดเพิ่มเติม เดนเซลมักหันไปถามคลาวด์ว่า "จริงหรือเปล่า?" ซึ่งทำให้ทีฟารำคาญนิดๆ แต่เธอก็คิดว่าคงไม่เป็นไรเพราะครอบครัวทั่วๆไปก็คงเป็นแบบนี้
 
บางทีการมาของเดนเซลอาจทำให้พวกเขากลายเป็นครอบครัวจริงๆไปแล้ว คลาวด์เองก็รับงานน้อยลง ตอนกลางคืนเขาจะพยายามใช้เวลาอยู่กับพวกเด็กๆ และก็เริ่มกลับมาคุยสัพเพเหระกับทีฟาเหมือนเมื่อก่อน

ทีฟา        "งั้นปัญหาก็คลี่คลายลงไปแล้วสินะ"

คลาวด์     "ปัญหาอะไรเหรอ?"

ทีฟา        "ปัญหาของเธอไง"

คลาวด์     "ใช่...."


คลาวด์คิดถึงเรื่องนั้น

ทีฟา        "ถ้าเธอไม่อยากจะเล่าก็ไม่เป็นไรนะ"

คลาวด์     "ฉันไม่รู้จะพูดว่าไงดี...."


"ฉันยังแก้ปัญหาไม่ได้ คือ...ฉันคิดว่าจากนี้ไปอีกนานแค่ไหนปัญหามันก็คงไม่จางหายไป ไม่มีทางที่จะเอาชีวิตที่เสียไปแล้วกลับคืนมา"

ทีฟาพยักหน้า

คลาวด์     "แต่เราคงสามารถช่วยคนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายได้ ฉันคิดว่าแม้แต่ฉันเองก็คงทำได้"

ทีฟา        "เธอหมายถึงเดนเซลน่ะเหรอ?"

คลาวด์     "ใช่"

ทีฟา        "นี่ เธอจำที่เธอพูดวันที่พาเดนเซลมาได้ไหม?"

คลาวด์     "ฉันพูดว่าไงนะ?"

ทีฟา        "ก็หลายๆอย่าง ฉันรู้สึกว่าต่อให้ฉันไม่อนุญาต เธอก็อยากจะพาเขากลับมาใช่ไหมล่ะ?"

คลาวด์     "เอ่อ..." 
      คลาวด์ทำหน้าเหมือนเด็กที่กลัวโดนดุอย่างเคย

ทีฟา        "เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ แล้วฉันจะตัดสินว่าจะโกรธหรือไม่โกรธ"

คลาวด์     "เดนเซลล้มลงหน้าโบสถ์ที่แอริธเคยอยู่ ฉันเลยคิดว่าแอริธนำเด็กคนนี้มาหาฉัน"


คลาวด์เล่าออกมารวดเดียวแล้วเบือนหน้าหนี

ทีฟา        "เธอไปที่โบสถ์เหรอ?"

คลาวด์     "ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเธอนะ"

ทีฟา        "เธอไม่ยอมบอกฉันนี่"

คลาวด์     "ฉันขอโทษ"

ทีฟา        "ฉันไม่ได้บอกว่าห้ามเธอไปที่นั่น แต่คราวหน้าเราไปด้วยกันนะ"

คลาวด์     "เข้าใจแล้ว"

ทีฟา        "และเธอก็เข้าใจผิดนะคลาวด์"


คลาวด์มองทีฟาแล้วทำหน้าสงสัย

ทีฟา        "แอริธไม่ได้พาเดนเซลมาหาเธอนะ"

คลาวด์     "อ่า... ฉันแค่คิดเฉยๆน่ะ..."


ทีฟา        "เปล่า ฉันไม่ได้หมายถึงแบบนั้น แอริธพาเด็กคนนั้นมายัง 'บ้านของเรา' ต่างหาก"


คลาวด์มองทีฟาและยิ้มให้ในที่สุด มันเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นราวกับจะบอกให้รู้ว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี



ไม่กี่วันต่อมา คลาวด์ก็ออกจากบ้านไป ทีฟาสงสัยว่ารอยยิ้มนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาหรือเปล่า หลังจูบราตรีสวัสดิ์พวกเด็กๆ เธอเดินเข้าไปในห้องสำนักงานของคลาวด์ ปัดฝุ่นบนภาพถ่ายครอบครัว เธอพยายามโทรหาเขา เสียงกริ่งดังขึ้นหลายครั้งจนระบบฝากข้อความทำงาน



จบเรื่องราวของทีฟา


Web Content by Shiryu
This site is best viewed in Firefox with a resolution of 1024x786