On the Way to a Smile : Case of Barret

barret01

Written by Kazushige Nojima

Published in FFVII:AC The Novel - Limited Edition Collector's Set

Contributed by Kain424, Reichan

Translated (Eng>Thai) by Shiryu

Case of Barret นิยายชิ้นที่สามผลงานของคุณโนจิม่าผู้เขียนสคริปต์ FFVII และ FFVII:AC ครั้ง นี้เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของแบเร็ตตั้งแต่หลังเดินทางออกจากบ้านของที ฟาและคลาวด์เพื่อค้นหาหนทางการใช้ชีวิตของตนเองในยุคสมัยที่กำลังจะมาถึง นิยายดังกล่าวตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษลงใน Booklet รวมนิยาย On the way to a smile ที่รวมนิยายทั้งสามตอน (เด็นเซล, ทีฟา, แบเร็ต) สำหรับเกริ่นนำเรื่อง Advent Children เข้าไว้ด้วยกัน แถมมากับ DVD FFVII Advent Children ชุด Limited Edition Collector’s Set ปี 2005 ขอขอบคุณคุณ Kain424 และ Reichan สำหรับต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยครับ

 

On the Way to a Smile


บนเส้นทางสู่รอยยิ้ม


  เรื่องราวของแบเร็ต 

 
Episode 1

หลายเดือนหลังจากวันพิพากษา หลังช่วยทีฟาและคลาวด์สร้างบ้านของพวกเขาเรียบร้อยแล้วแบเร็ตได้วางใจฝากฝัง มาร์ลีน ลูกสาวของไดน์เพื่อนรักของเขาไว้กับคนทั้งสองก่อนออกเดินทางเพื่อสะสาง เรื่องราวในอดีต เขาได้บอกกับทีฟาผู้ที่แบกรับความรู้สึกผิดบาปอยู่เช่นเดียวกันว่า "อย่าเป็นเพียงฝ่ายรับ จงแสดงให้เห็นว่าเธอก็เป็นผู้ให้ได้เช่นกัน
" เขาคิดว่าอย่างน้อยคำพูดนี้คงช่วยให้เธอได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อเยียวยาภาระ บาปที่แบกรับอยู่ แต่เขาเองก็ไม่รู้จะจัดการเรื่องของตัวเองอย่างไรเช่นกัน ปกติเมื่อมีมาร์ลีนอยู่ข้างๆจะช่วยให้ใจเขาสงบลงได้ หนนี้เขาเลยรู้สึกคิดผิดตั้งแต่วันแรกที่ห่างเธอมา แม้จะไม่รู้ว่าทำไมแต่เขาก็คิดว่าเขาควรจะเดินทางออกมาเพื่ออยู่กับธรรมชาติ ปล่อยใจให้ว่างเปล่า ซึ่งเป็นการเยียวยาจิตใจฉบับรวบรัดในแบบของเขา 

ครึ่งปีหลังจากเขาออกเดินทางมา นอกจากโรคจีโอสติ๊กม่าแล้ว ชีวิตชาวเมืองก็ดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติ สิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือแทบไม่มีคนใช้มาโค และไม่เหลือเตาปฏิกรณ์มาโคอีกต่อไปแล้ว จะว่าไปก็นับเป็นชัยชนะของแบเร็ตและกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านชินระ แต่ความรู้สึกพ่ายแพ้กลับเข้าครอบงำจิตใจ ท่ามกลางความสงบสุขเช่นนี้ชายผู้มีแขนปืนเช่นเขาคงไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไปแล้ว "ถ้าทุกอย่างมันจบสิ้นลงไปหมดแล้วฉันจะชำระบาปนี้ลงได้ยังไงกัน"

บางทีเขาก็เข้าไปสู้กับมอนสเตอร์ในป่า ไล่จัดการพวกมอนสเตอร์ที่เข้ามาจู่โจม แต่หลังการต่อสู้เขาก็ได้มาเพียงความรู้สึกสับสน "ไอ้ที่เราทำมันก็แค่ระบายอารมณ์ไปวันๆเท่านั้นเอง" และทุกครั้งเขาจะตะโกนออกมา

"ว้ากกกกกกกกกก!!"



ครั้งหนึ่งเขาเดินกลางฝูงชนในจูน่อนก็รู้สึกว่ามีอะไรมาชนแขนปืนของเขา พอหันกลับลงไปมองก็พบเด็กน้อยนั่งร้องไห้มีเลือดไหลออกจากหน้าผาก พอแบเร็ตทำแผลให้ คนที่คาดว่าจะเป็นแม่ของหนูน้อยคนนี้ก็วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นแล้วบอกกับแบเร็ตว่า
"กรุณายกโทษให้แกด้วยเถอะ อย่าทำอะไรแกเลยนะคะ"

ดวงตาของผู้เป็นแม่จับจ้องมายังแขนปืนของเขาทำให้แบเร็ตอดคิดไม่ได้ว่าในเวลา สงบสุขเขาเองก็คงไม่ต่างจากพวกมอนสเตอร์ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เขาเองก็คงต้องหาวิธีการใหม่ที่จะชำระล้างบาปของเขาลงไป ถึงจะไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรแต่เขาคิดว่าควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียก่อน

แบเร็ตเดินทางไปเยี่ยมคุณลุงซากากิ ช่างกลที่เคยสร้างแขนปืนให้แก่เขา ทีแรกเขาทำแขนเหล็กรูปร่างง่ายๆตกแต่งด้วยตะขอที่ปลาย แต่แบเร็ตไม่ชอบ เขาอยากให้มันใช้งานได้เยอะกว่านี้อย่างงานขุดเจาะ ซากากิเลยทำปลายเป็นพลั่วบ้าง หัวสว่านเจาะไม้บ้าง ค้อนเหล็กบ้าง แต่แบเร็ตไม่พอใจสักอันจนซากากิเอ่ยคำที่เหมือนจะแทงใจดำแบเร็ตอย่างจัง
"แกก็คิดแต่เรื่องล้างแค้นชินระจะติดแขนกลอะไรก็ไม่พอใจไปซะหมดแหละ เอานี่ไปซะแล้วไม่ต้องมาแล้วนะ"

แบเร็ตรับแขนกลสำหรับติดตั้งอุปกรณ์เสริมมา แขนนี้ทำให้เขาสามารถติดตั้งได้ทั้งอาวุธหรือไม่ว่าจะอะไรก็ตามกับแขนขวาของเขา

"จะติดอะไรก็เรื่องของแก แต่คิดดูดีๆก่อนนะ"

ถึงจะบอกแบบนั้นแต่แบเร็ตก็แทบไม่ได้คิดอะไรสักนิด สามสี่ปีหลังได้แขนกลมาเขาก็ติดแต่อาวุธมาตลอดและทดสอบพลังทำลายอาวุธอยู่บ่อยๆ

เมื่อกลับมาหาซากากิหนนี้เขาขอให้ช่วยติดแขนกลอันใหม่ให้มีลักษณะเหมือนแขนปกติ ที่อ่อนโยน เขาอยากได้แขนที่ผู้คนที่เห็นไม่ต้องตกใจกลัวและทำให้เขากลับมาดำเนินชีวิต แบบปกติได้ ซากากิได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจแล้วมองมาทางแบเร็ต

"ฉันไม่จำเป็นต้องต่อสู้อีกต่อไปแล้ว ฉันอยากได้แขนที่คนทั่วไปไม่ต้องคอยหวาดกลัวฉัน"

"แล้วตกลงแกอยากจะเป็นอะไร?”

"ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ"
แบเร็ตกล่าวตอบ แต่เขาก็คิดคำตอบนั้นไม่ออก "ฉันจะต้องทำยังไงเพื่อกลับสู่โลกที่ผู้คนแสวงหารอยยิ้มกันนะ?"

"ว้อย! ฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า!"




"ฉันขอเวลาอาทิตย์นึง โอเคนะ?"

"เอาสิ ระหว่างนั้นฉันจะ...."
แต่ซากากิก็ขัดจังหวะก่อนแบเร็ตจะพูดจบ

"ถ้าแกยังไม่รู้จะไปไหนละก็... มาช่วยงานหลานฉันสิ เรื่องค่าตอบแทนน่ะ อืม...."

"ช่างเถอะ ฉันไม่คิดค่าจ้างก็ได้"

"ฮ้า! ฉันคิดอะไรออกละ"




วันต่อมาแบเร็ตนั่งรถบรรทุกที่หลานของลุงซากากิขับมา แบเร็ตจำได้ว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้เหมือนกับรถที่เขาเคยนั่งไปไหนมาไหนตอน เด็กๆ เป็นเครื่องยนต์ไอน้ำที่ใช้พลังงานถ่านหิน เวลาใช้งานต้องอาศัยคนสี่คน – คนขับหนึ่งคน, วิศวกรคอยควบคุมเครื่องจักรหนึ่งคน และสองคนคอยเติมถ่านหิน ท้ายกระบะรถบรรทุกมีเตียงยักษ์ที่นอนได้สิบคน แต่ถ่านหินก็กินที่ไปซะครึ่งหนึ่ง แถมแบเร็ตก็ตัวใหญ่พอๆกับคนสองคน

เขาแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วบ่นในใจ "ช้าเป็นบ้าเลยเว้ย" ซึ่งไม่ใช่ความผิดใครทั้งนั้น เครื่องจักรไอน้ำใหญ่ๆก็แบบนี้แหละ ทั้งคนงานทั้งคนขับต่างก็ทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ สักพักชายวัยกลางคนที่ทำหน้าที่เติมถ่านหินก็เดินออกมาพักที่เตียง

"โทษทีที่เข้ามาตอนแกกำลังหงุดหงิดนะ แต่ขอฉันพักสักเดี๋ยวเถอะ"

"ฉันไม่ได้หงุดหงิด ไม่ต้องขอโทษหรอกน่า"

"แต่ฉันเห็นเส้นเลือดเธอปุดๆขึ้นมาเชียวหละ"


แบเร็ตนั่งลงจ้องใส่ชายวัยกลางคน "อยากมีเรื่องเหรอฟะ?"

"เห็นมะ แกกำลังหงุดหงิดจริงด้วย"


ทั้งสองคนเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนคนเติมถ่านจะพูดขึ้น

"แกคิดจะเป็นบอดี้การ์ดให้เราตลอดไปรึเปล่า?"

"ฉันก็แค่ทำตามคำขอของตาแก่นั่น หลังจากนี้จะเอาไงต่อยังไม่รู้เลย"

"แกน่ะไม่เหมาะหรอก"

"ไม่เหมาะเรอะ? เป็นบอดี้การ์ดเนี่ย ไม่มีใครเหมาะเท่าฉันแล้ว"

"ไม่รู้สิ"
คนเติมถ่านเงียบไปอีกพักหนึ่ง แบเร็ตเองก็ข้องใจว่าเขาดูเป็นยังไงในสายตาของไอ้โง่นี่

"เฮ้ย! ว่าต่อสิพวก!" บางทีคำตอบของเขาอาจช่วยให้ฉันคิดออกก็ได้ว่าฉันควรจะทำยังไงต่อไป "แกคิดว่าฉันเป็นคนแบบไหนกันเรอะ?"

"เป็นคนประเภท เอ่อ....แทนที่จะจัดการแค่มอนสเตอร์ที่เข้ามาโจมตี ดันไปไล่ฆ่ามอนสเตอร์ถึงในรังมัน"

สงสัยจะเป็นงั้นจริงด้วยฟ่ะ


"ต่อให้ไม่รู้ว่ารังมันอยู่ไหนก็เถอะ" คนเติมฟืนพูดยิ้มๆ

"แกพูดอย่างกับฉันเป็นไอ้โง่"

"เฮ้ย ทำแบบแกมันไม่ง่ายนะเว้ย  นี่ฉันชมนะเนี่ย"


แบเร็ตจ้องตาคนเติมฟืนสักพักก็ลั่นหัวเราะออกมา "ฮ่าๆๆๆ" ทำเอาเขาตกใจ

"ช่วยแนะนำอะไรฉันหน่อยสิ"

"เรื่องอะไรล่ะ?"

"ฉันต้องการลบล้างบาปของฉันถึงได้ออกเดินทางมา แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าควรจะทำยังไงดี ฉันคงเป็นคนอย่างที่แกว่าจริงๆนั่นแหละ ช่วยนึกหน่อยสิว่าถ้าคนอย่างฉันจะชำระบาปเนี่ยฉันควรจะต้องทำไง?"

"ก็แล้วบาปของแกมันอะไรล่ะ?"

"คนจำนวนมากต้องตาย....เพราะฉัน"


แบเร็ตคิดถึงตอนที่เขาและพวกอวาลันช์ระเบิดเตาปฏิกรณ์หมายเลขหนึ่ง ความเสียหายมากเกินกว่าที่พวกเขาคาดไว้ ทำให้เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความโกลาหล ผู้คนที่เขาไม่รู้จักต้องตายมากมาย พอเห็นแบเร็ตเงียบลงคนเติมถ่านก็พูดขึ้น "ก็แค่พยายามใช้ชีวิตต่อไปเท่านั้นแหละ พยายามคิดวิธีที่แกจะชดใช้บาปให้ออก"

"กะแล้วเชียวว่าต้องพูดงี้"

"ก็เหมือนที่แกไล่ล่ามอนสเตอร์จนถึงรังนั่นแหละ เจอแล้วก็ไล่ฆ่าพวกมันไปเรื่อยๆ สักวันมันก็คงหมดไปเอง ...เฮ้ย! ดูนั่นสิ!!"
คนเติมถ่านชี้ไปด้านหลังรถมีมอนสเตอร์ตัวเล็กๆแต่ดุร้ายไล่ตามมา แบเร็ตชี้ปืนไปยังมอนสเตอร์แล้วยิงซัดร่างของมอนสเตอร์แหลกเละไปทันที

"ซวยจริงมอนสเตอร์เอ๊ย" แบเร็ตตัดพ้อ

พอแบเร็ตหันกลับไปหาคนเติมถ่านก็เห็นเขาจ้องมายังแขนขวาด้วยสายตาแบบเดียวกับผู้หญิงที่จูน่อน บางทีฉันอาจเป็นมอนสเตอร์ซะเองก็ได้

"รังมอนสเตอร์อาจอยู่ในจิตใจฉันก็ได้นะ"

แต่คนเติมถ่านก็ไม่ตอบอะไร



Episode 2

รถบรรทุกแล่นมาจนถึงหมู่บ้านเล็กๆที่ทำสวนมันฝรั่ง คนสวนเก็บหัวมันใส่ถุงซ้อนกันบรรทุกไว้หลังรถแทนที่ถ่านหินที่หมดไปครึ่ง หนึ่งขณะเดินทางมายังที่นี่ แบเร็ตช่วยขนมันฝรั่งแล้วก็คิด เอามันฝรั่งพวกนี้ไปขายในเมืองมันจะได้ซักกี่ตังค์ว้า? ซึ่งค่าจ้างของพวกเขาก็ขึ้นกับราคามันฝรั่งจากหมู่บ้านนี้นั่นแหละ ในมิดการ์ราคาอาหารจะสูงมากแม้ในช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์ พอเห็นคนทำงานกันหนักขนาดนี้เขาก็คิดว่าราคามันคงไม่ผิดกันเท่าไหร่ ตอนนี้เลิกใช้พลังงานมาโคกันแล้ว พวกเครื่องจักรการเกษตรก็เป็นหมันไปด้วย ทำให้ชาวบ้านต้องกลับมาเพาะปลูกด้วยมือซึ่งลำบากแสนสาหัสทีเดียว

แบเร็ตครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ๆ ใช้แรงกลไม่ได้ก็ต้องใช้แรงกาย คนเราก็มีอยู่เยอะแยะ ในมิดการ์ตอนนี้มีพวกตกงานเดินกันให้ทั่วก็ต้องดิ้นรนหาอาหารไปวันๆ เจออะไรเป็นจับเข้าปากซะหมด  แต่ถ้าแบบนั้นสักวันอาหารก็จะหมดไป ทางเดียวที่จะช่วยให้รอดได้ก็คือต้องเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์นี่แหละ ฮ้า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆเราก็คงไม่ต้องอยู่อดๆอยากๆแล้ว ถ้าอยากทำเครื่องจักรก็ใช้ถ่านหินแบบรถบรรทุกนั่นก็ได้ ที่เราควรทำก็แค่กลับไปใช้ชีวิตแบบช่วงก่อนมีมาโคเข้ามา อาจจะลำบากสักนิด อาจจะช้าสักหน่อย อาจจะดูห่วยแตกในสายตาคนใจร้อนอย่างฉัน แต่ยังไงมันก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละนะ ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปแบบนั้น

พอคิดได้แบบนี้แบเร็ตก็ยิ้มออก เหลือแค่ว่าตัวเขาเองทำอะไรได้บ้าง แบเร็ตเริ่มโดยการติดจอบที่แขนขวาของเขาแล้วก็เริ่มพรวนดิน เขามีแรงมากและทำงานได้พอๆกับคนห้าคน เดี๋ยวก่อน ยุคสมัยใหม่จำเป็นต้องมีผู้นำ หรือนั่นคือหน้าที่ของเรากันนะ? แล้วแบเร็ตก็นึกภาพตัวเองกำลังออกคำสั่งให้เพื่อนๆทำตามเหมือนแต่ก่อน ภาพเจสซี่ตะโกน "มาแล้ว แบเร็ต!" และบิ๊กกับเวดจ์ตามเธอออกมาก็แว่บเข้ามาในหัว พอนึกถึงเรื่องอวาลันช์ ภาพอนาคตที่สว่างไสวของแบเร็ตก็เปลี่ยนเป็นความเศร้าไร้ก้นบึงจนต้อง ตะโกนออกมา

"ว้ากกกกกกกกก!!!"

"บ้าเอ๊ย เอาอีกแล้วไง" แบเร็ตหันมองไปรอบๆแต่ไม่มีใครมองมาที่เขา คนส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันอยู่หน้าบ้าน เขาเห็นหลานของลุงซากากิคุยกับชายวัยกลางคนที่น่าจะเป็นคนหมู่บ้านนี้ เลยเดินเข้าไปฟังด้วย

"จะพาเธอไปมิดการ์น่ะไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ดูเธออาการหนักมากเลยนะ ยังไงก็ไม่น่าจะทันหรอก"

"แต่ว่า..."
ชายวัยกลางคนหอบเด็กผู้หญิงไว้บนหลัง เด็กผู้หญิงคนนี้หน้าตาดีแต่มีของเหลวสีดำหยดออกมาจากแขนข้างหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการระยะสุดท้ายของโรคร้ายแรงที่เรียกว่าจีโอสติ๊กม่า แบเร็ตเกลียดสถานการณ์แบบนี้ที่สุด สถานการณ์ที่มีคนต้องการความช่วยเหลือแต่เขาไม่สามารถช่วยอะไรได้

แบเร็ตรู้ว่าต่อให้ไปมิดการ์ก็ไม่มีทางรักษาให้หายได้ เขาคิดว่าควรไปบอกเธอให้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างสงบที่หมู่บ้านแห่งนี้ แต่ถ้าขืนพูดออกไปคงเป็นการทำลายความหวังของทั้งพ่อและเด็กคนนั้นหมดสิ้น เราทำได้แค่เงียบไว้แล้วปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรมแบบนี้รึ? ตอนนี้แบเร็ตชักรู้สึกอยากตะโกนออกมาดังๆอีกครั้ง

"ถึงไปมิดการ์ก็คงไม่ช่วยอะไรใช่ไหม?" มีเสียงถามแบเร็ต พอมองตามเสียงนั้นไปก็พบชายคนเติมถ่านคนเดิม

"ก็คงงั้น"

"งั้นฉันจะไปบอกเขาเอง"
คนเติมถ่านเดินตรงเข้าไปหาชายวัยกลางคนและลูกสาวทันที แต่แบเร็ตห้ามไว้ซะก่อน

"เดี๋ยวเว้ย!" แต่เขาก็ไม่ฟังจนแบเร็ตต้องวิ่งไปรั้งตัวไว้ก่อนที่คนเติมถ่านจะกล่าวคำที่ ทำให้สองพ่อลูกต้องเสียใจ คนเติมถ่านถอนหายใจก่อนหันมาพูดกับแบเร็ต "แกว่าเราควรปล่อยให้พวกเขาไปมิดการ์เพื่อความสบายใจงั้นเรอะ? ต่อให้ไปแล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเนี่ยนะ?"

"เออสิ"

"ถ้ามีเรือเหาะก็ว่าไปอย่าง แต่เรามีแค่รถบรรทุกนะ เตียงก็ร้อน นั่งไปก็ลำบาก ดีไม่ดีแม่หนูนั่นจะตายคารถเอา"

"อย่าพูดงั้นสิพวก..."

"ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันจะพูดเอง ถึงจะทำลายความหวังของพ่อเธอแต่อย่างน้อยหนูน้อยคนนั้นก็ควรจะได้พักอย่างสงบในช่วงวาระสุดท้าย"


แบเร็ตไม่รู้ว่าใครถูก คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกทำเอาเขาอยากตะโกนให้ลั่นอีกรอบ แต่ก็ยับยั้งห้ามใจไว้ เวลาผ่านไปสักพักคนเติมถ่านก็เดินกลับมาโดยไม่ทันได้พูดอะไรกับเด็กคนนั้น ด้วยซ้ำ

"เธอสิ้นใจแล้วหละ"

"หา!!?"

"อยากรู้มั้ยว่าประโยคสุดท้ายเธอพูดว่าไง?"


ไม่... แบเร็ตคิดในใจ แต่คนเติมถ่านก็พูดต่อ

"ได้โปรด ....พาหนูไปมิดการ์เถอะนะ"

คนเติมถ่านกำมือแน่น เขารู้ว่าเขาคิดผิดไปแล้ว

"ว้ากกกกกกก!!!" แบเร็ตร้องลั่น "ไม่มีใครผิดใครถูกหรอกน่า!!" พอพูดจบเขาก็ยิงปืนขึ้นฟ้าระบายอารมณ์ เสียงปืนสะท้อนก้องไปทั้งหมู่บ้านที่เงียบสงบ




แบเร็ตเข้าร่วมพิธีฝังเด็กคนนั้น เขาลองถามพ่อของหนูน้อยที่ตอนนี้หน้าตาอิดโรยเต็มที เผื่อมีอะไรที่เขาพอช่วยได้บ้าง

"ถ้าเรามีเรือเหาะละก็..." พ่อของหนูน้อยพร่ำบ่น "ผมเคยเป็นลูกเรือเจลนิก้า จากนี่ถ้าบินไปมิดการ์ก็ใช้เวลาแป๊บเดียว ถ้าเรือนั่นยังอยู่ ลูกสาวของผมก็คงไม่ต้องมาตายแบบนี้"

"ฟังนะเพื่อน" แบเร็ตรู้ดีว่าเขาควรพูดอะไรบางอย่าง "ฉันรู้ดีว่าคุณรู้สึกยังไง แต่ต่อให้ไปถึงมิดการ์ก็ไม่มีทางรักษาสติ๊กม่าได้หรอก"

ถ้าเป็นแบบนี้ละก็ ถ้าเป็นแบบนั้นละก็ 
...ถ้าเอาแต่พร่ำบ่นถึงเรื่องที่มันแก้ไขไม่ได้ก็คงไม่มีทางสร้างอนาคตขึ้น มาใหม่ได้หรอก แบเร็ตรู้เรื่องนี้ดีกว่าใครเพราะเขาเคยประสบเรื่องเลวร้ายกว่านี้หลายเท่า นัก แต่ก่อนที่แบเร็ตจะได้พูดต่อ พ่อของหนูน้อยก็เอ่ยขึ้น

"ไม่จำเป็นต้องเป็นมิดการ์หรอก ที่ไหนก็ได้ที่สามารถรักษาสติ๊กม่าได้ ถ้ารู้แล้วหนหน้าเราจะได้เตรียมพร้อมได้"

"เตรียมพร้อมงั้นเหรอ?"

"ที่ต้องทนทุกข์กับโรคนี้ไม่ได้มีแค่ลูกของผมคนเดียวหรอกนะ"


แม้จะเพิ่งสูญเสียลูกสาวไป แต่ชายคนนี้ก็มองต่อไปยังอนาคตข้างหน้า...




ภาพอนาคตที่แบเร็ตวาดไว้ตอนขนมันฝรั่งขึ้นรถนั้นหายวับไปกับตา ทำไมเราไม่สร้างเครื่องจักรกลเผื่อไว้ในกรณีจำเป็นสักหน่อยนะ ในมิดการ์ก็ยังพอมีพวกยานยนต์กับเครื่องจักรนิดหน่อย ทำไมไม่ทำเรือเหาะไปเลยล่ะ? ถ้าไม่ต้องใช้มาโคก็ไม่น่าจะเป็นไรหรอก ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ฉันคงต้องทำอะไรสักอย่าง

ทางตะวันออกไม่ไกลนักจากเมืองจรวดเป็นเขตทะเลทรายแห้งแล้งมีแท่นขุดเจาะน้ำมันสูงห้า สิบฟุต และหอกลั่นอยู่ใกล้ๆกัน กลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนอยู่ใต้แท่นขุดเจาะ หนึ่งในนั้นคือเซียร่าสวมเสื้อกาวน์สีขาว วิศวกรที่ยืนอยู่ข้างๆเธอส่ายหน้า "เทียบกับเดือนก่อน ตกลงไปตั้งเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ ไม่ค่อยดีแฮะแบบนี้ แล้วทางด้านเธอเป็นไงบ้าง?"

"ทางนี้เรียบร้อยแล้ว ถึงจะยังเทียบมาโคไม่ติดก็เถอะแต่เราทำระบบการกลั่นได้แล้ว"

"ว่าแล้วเชียวว่าเธอต้องทำได้ ทีนี้ก็เหลือแค่ของที่จะเอาไปกลั่นสินะ"
วิศวกรมองลงไปยังพื้นดิน เซียร่ามองตามไปก็คิดถึงหัวเจาะที่จะเจาะเอาน้ำมันขึ้นมา

"อีกไม่นานหรอกน่า" เซียร่าตบมือเรียกขวัญตนเอง รอยเปื้อนหลังมือของเธอไม่ใช่น้ำมัน แต่เป็นสติ๊กม่า



Episode 3

ครั้งหนึ่งเมืองจรวดเคยเป็นโรงไฟฟ้าสำหรับโครงการอวกาศยานของชินระ ทำให้มีเหล่าวิศวกรพากันมาตั้งรกรากจนกลายเป็นเมืองที่คึกคัก พอเข้ามาก็เห็นพวกเด็กๆในเมืองอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมาร์ลีนกำลังเล่นกัน อยู่

"เล่นอะไรกันอยู่เหรอ เจ้าหนู?" พอได้ยินแบเร็ตถาม เด็กๆก็เงยหน้าขึ้นมองแต่ก็ไม่กล้าสบตา "ขอลุงเล่นด้วยคนสิ"

แบเร็ตสังเกตเห็นเด็กท่าทางตกใจกลัวก็คิดว่าคงเป็นเพราะแขนปืนของเขาอีกนั่นแหละ "งั้นก่อนแขนใหม่จะเสร็จขอถอดเจ้านี่ออกไปก่อนแล้วกัน"

"ต่อให้ไม่มีปืนคุณก็น่ากลัวอยู่ดีนั่นแหละ" มีเสียงดังมาจากด้านหลัง

"หือ? แกคือ...." แต่แบเร็ตก็นึกชื่อหมอนี่ไม่ออก

"ก็กะแล้วว่าคุณคงจำไม่ได้หรอก ผมเป็นลูกเรือไฮวินด์ไงครับ" ไฮวินด์คือชื่อของเรือเหาะที่แบเร็ตและพรรคพวกใช้ออกเดินทางปกป้องดวงดาว

"เออใช่ๆ ตอนนั้นขอบใจมากนะ"

"ไม่เป็นไรครับ"


แบเร็ตรีบขอให้เขาพาไปหาซิดทันที พอเดินมาสักพักก็ได้ยินเสียงเหล็กกระทบกันดังไปทั่ว

"ตอนนี้เราก็ไม่ได้อยู่เฉยกันเปล่าๆ เราเองก็ต้องมุ่งไปข้างหน้าต่อไป"

"พวกแกทำอะไรกันอยู่เหรอ?"

"น่าจะเดาได้นะ พวกของคุณซิดเดินทางกลับมารวมกลุ่มกันที่บ้านเกิดแบบนี้ก็ต้องทำไอ้นั่นอยู่แล้ว"

"เรือเหาะเหรอ?"

"ไปดูกันเลยดีกว่าครับ"


พอเดินมาสักพักจนถึงลานกว้างแบเร็ตก็เห็นเรือเหาะลำมหึมาคล้ายๆไฮวินด์ลำเดิมจอดอยู่มีโครงเหล็กล้อม ด้านบนมีนั่งร้านที่ดูไม่น่าจะปลอดภัยเท่าไหร่ และมีคนงานประมาณยี่สิบคนทำการประกอบเรือเหาะอยู่ เสียงเคาะเหล็กดังก้องไปทั้งเมือง

"เฮ้ย เสร็จแล้วนี่หว่า!"

"ฮื่อ แต่ก็แค่โครงนอกอะนะ"
นักบินชี้ให้แบเร็ตดูห้องเครื่องยนต์ที่ว่างเปล่า "ตอนนี้เราใช้มาโคไม่ได้ ส่วนของเครื่องยนต์คงต้องใช้เวลาสักหน่อย"

จู่ๆก็มีเสียงระเบิดดังออกมาจากไหนไม่รู้ ทำเอาพื้นสะเทือน แบเร็ตตกใจทั้งยังโดนสะเก็ดระเบิดตกใส่หัว

"กัปตัน ทางนั้นครับ!" นักบินชี้ไปอู่ด้านหลังเรือเหาะ ในอู่มีเครื่องยนต์ที่ดูแล้วคงเอาไว้ใช้สำหรับเรือเหาะลำนี้วางอยู่โต๊ะตัวมหึมา พวกคนงานพากันไปหลบในที่ปลอดภัยแล้วสวมก๊อกเกิลออกมาส่องดูเครื่องยนต์ที่ว่า แล้วเสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกหนทำเอาแบเร็ตต้องถอยออกไปห่างๆ ชายคนหนึ่งถอดก๊อกเกิลออกแล้วตรงไปยังเครื่องยนต์

"ไอ้ห่าเอ๊ย!!"

ซิดนั่งลงตรวจสอบเครื่องยนต์ดังกล่าวด้วยความรู้สึกหงุดหงิด "ไอ้ของห่วยแตก!! เดี๋ยวปั๊ดทุบให้เละเป็นขี้เลย!!"

แบเร็ตยิ้มที่ได้ยินสบถเถื่อนๆที่ไม่ได้ยินมาเสียนาน หมอนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยแฮะ

ซิดบ่นไม่หยุดขณะเดินเข้ามาหาแบเร็ต แบเร็ตทักพลางหัวเราะ "พูดแบบนั้นเดี๋ยวพระเจ้าลงทัณฑ์หรอก"

"พระเจ้าเรอะ? ไปลากก้นมันมานี่เลย ฉันมีเรื่องจะคุยกับมันหน่อย"





ทั้งสองเล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนกัน

"ฉันฝากมาร์ลีนไว้กับทีฟา เพราะไหนๆเธอก็สนิทกับคนพวกนั้นอยู่แล้ว"

"ดีแล้วหละ แกเองก็แบกเรื่องราวไว้ตั้งเยอะ ตกลงคลาวด์อยู่กับทีฟาสินะ"

"ฮื่อ ทีฟาเปิดบาร์เหมือนแต่ก่อน คลาวด์ก็ช่วยด้วย ตอนนี้ดูเหมือนหมอนั่นก็ทำธุรกิจของตัวเองอีก เลยไม่ค่อยมีเวลา ...งานส่งของน่ะ"

"ไอ้คลาวด์เนี่ยนะทำธุรกิจ?"

"เชื่อเหอะทีฟาเป็นคนช่วยให้หมอนั่นตั้งลำแหงๆ"

"ก็่ว่างั้นแหละ สุดท้ายงานนี้ผู้หญิงก็เป็นช้างเท้าหน้าสินะ"

"แล้วเซียร่าเป็นไงบ้าง?"

"เฮ้อ ยัยนั่นยังเหมือนเหมือนเดิมเลย"
ซิดบ่น แล้วทั้งสองก็คุยกันต่อเรื่องที่เร้ด XIII แวะมาเยี่ยมบ่อยๆ เรื่องที่ยุฟฟี่สอนวิชานินจาให้เด็กๆในหมู่บ้าน แล้วก็เรื่องที่ยังติดต่อวินเซนต์ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

"แกต้องการอะไร? ฉันยิ่งวุ่นๆอยู่ด้วย"

"แกกำลังสร้างเรือเหาะใช่ไหม?"

"อืม"

"อยากให้ฉันช่วยอะไรไหม?"

"แกเนี่ยนะ? มือใหม่อย่างแกจะมาช่วยอะไรได้?"


ปกติถ้าได้ยินแบบนี้แบเร็ตต้องสติแตกไปแล้ว แต่เขาพยายามระงับอารมณ์ไว้แล้วค่อยๆเล่าเรื่องที่เขาผ่านๆมาให้ซิดฟัง

"ถ้ามีเรือเหาะนะจะช่วยได้อีกหลายชีวิตเลยหละเพื่อน อย่างคนที่ป่วยเป็นสติ๊กม่า ถ้ารู้ว่าจะรักษาที่ไหนก็พาขึ้นเรือเหาะไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว หรือจะพาหมอจากที่อื่นมาช่วยก็ยังได้ จะขนอาหารหรือทำอะไรก็ได้ เจ๋งมะ?"

"เดี๋ยวๆแป๊บนึงนะ"
ซิดขัดจังหวะแบเร็ต "ไอ้ที่พูดๆมามันต้องใช้มาโคนะเว้ย แกรู้ไหมว่าเอาเรือเหาะขึ้นเที่ยวนึงเนี่ยต้องใช้พลังงานมาโคมากมายขนาดไหน?"

"เปล่าๆ ฟังก่อนสิ" แบเร็ตพยายามนึกถึงสิ่งที่เขาคิดไว้ตอนนั้น "เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการใช้มาโคสิ้นเปลืองมันจะเป็นการทำลายดวงดาว แต่จะไม่ใช้เลยมันคงเป็นไปไม่ได้ ฉันว่าถ้าใช้เท่าที่จำเป็นดวงดาวคงยกโทษให้เรา"

พอได้ยินคำที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากแบเร็ต  ซิดก็โวยขึ้นมา "ฮู้ยยย ผู้นำอวาลันช์เป็นอะไรไปแล้ว?"

แบเร็ตพูดอะไรไม่ออก ทั้งที่จากการเดินทางที่ผ่านๆมาเขาคิดว่าเขาพบคำตอบที่ต้องการแล้ว แต่พอมีคนคอยฟังอยู่ตรงนี้กลับไม่รู้จะพูดอะไรออกมาทำให้รู้สึกอยากยิงปืนระบายอารมณ์เหมือนทุกที เขายกแขนชูขึ้นฟ้า แต่พอนึกได้ว่าตอนนี้นั่งอยู่ในบ้านก็ยั้งไว้ทัน แล้วตะโกนออกมาแทน

"ว้ากกกกกกกกกก!!"

ทุกคนในห้องหันมามองแบเร็ต "โทษทีพวก อย่าสนใจเลย" เขา ฝืนยิ้มให้คนอื่น ก่อนกลับไปนั่งกุมขมับพยายามนึกคำพูดที่ควรพูด แต่ภาพจากอดีตกลับผุดขึ้นในหัวเขา เขาเห็นบิ๊ก, เวดจ์ และเจสซี่จ้องมองมาอย่างผิดหวัง เอาเลยพวก ด่าฉันเลย

แบเร็ตส่ายหน้าพยายามสลัดภาพทั้งสามคนออกจากหัวก่อนเงยขึ้นมองเห็นหน้าซิดเบลอๆ "เป็นห่าอะไรของแกวะ?"

"ซิด ช่วยฉันที ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี อดีตของฉันมันมีแต่เรื่องผิดพลาด ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรถูกอะไรผิด จากนี้ไปฉันควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไงดี? ฉันอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่อดีตมันคอยขัดขวางไม่ให้ฉันก้าวต่อไปได้งั้นรึ? ฉันควรติดปืนที่แขนแบบนี้ต่อไปให้เด็กๆคอยหวาดกลัวแบบเดิมงั้นเหรอ? นั่นคือบาปที่ฉันต้องชดใช้งั้นสิ ช่วยหน่อยเถอะซิด ฉันไม่รู้ว่าฉันควรทำยังไงดี"

สุดท้ายแบเร็ตก็ลั่นปืนยิงใส่เพดานเป็นรู ซิดมองขึ้นไปแล้วพูด

"ก่อนอื่นก็ซ่อมไอ้นั่นก่อนละกัน"



Episode 4

ซิดเดินไปมาขณะแบเร็ตกำลังซ่อมเพดานที่เขาทำพัง แบเร็ตอายชาวบ้านแต่พยายามไม่สนใจสายตาคนอื่นแล้วซ่อมต่อไป สักพักซิดก็มานั่งลงใกล้ๆ

"เย็นลงรึยัง?"

"โทษทีนะ"


ซิดไม่โกรธอะไร "ฉันอยากให้แกช่วยอะไรหน่อย" แบเร็ตหยุดซ่อมแล้วหันลงมาหาซิด

"ที่แกพูดเรื่องมาโคทำให้ฉันปิ๊งไอเดียขึ้นมา เราจะใช้พลังงานมาโคจากดวงดาวนิดหน่อยเท่าที่จำเป็น เรือเหาะเป็นของจำเป็น โดยเฉพาะช่วงที่โลกกำลังฟื้นตัวนี่แหละ จนถึงวันนึงหากเรือเหาะไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ฉันก็จะไปหาทำเลเหมาะๆจอดเรือแล้วทำเป็นบ้านซะ" ซิดเล่าต่อเรื่องสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ตอนนี้เตาปฏิกรณ์มาโคทั่วโลกหยุดทำงานหมดแล้วเพราะประชาชนไม่อยากทำร้ายดวง ดาวอีกต่อไป หากจะเดินเครื่องใหม่ก็ลำบากเพราะต้องให้ชินระจัดการ

แต่เหตุผลจริงๆที่ทำให้ไม่มีคนคิดเดินเครื่องขึ้นมาใหม่น่ะเหรอ?

"ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าการใช้พลังงานมาโคจะสูบกินพลังไลฟ์สตรีม" ซิดพูดต่อ "และตอนนั้นทุกคนคงเข้าใจดีแล้วว่าไลฟ์สตรีมจริงๆแล้วน่ากลัวขนาดไหน คงไม่มีใครอยากไปยั่วให้ดวงดาวโกรธอีกหรอก"

แบเร็ตนึกถึงวันที่เมเทโอตกลงมายังมิดการ์ ชั่วพริบตาก่อนที่มันจะทำลายดวงดาว ไลฟ์สตรีมก็ได้พุ่งออกมาด้วยพลังมากมายมหาศาลยิ่งกว่าที่มนุษย์เคยสร้างไว้ อย่างไม่สามารถเทียบได้

"ตอนนี้ใครๆก็พากันแหยงมาโคกันหมดแล้ว"

"หมายความว่าตอนนี้เราใช้มาโคเป็นพลังงานไม่ได้แล้วสินะ"
แบเร็ตถามขึ้น

"ก็ไม่แน่ ยังคงมีพลังงานมาโคที่ดูดไว้ที่มิดการ์เก็บอยู่มากพอจะเดินเครื่องจักรมาโค ได้ทั้งโลก พวกผู้นำชุมชนกำลังจัดสรรแบ่งมาโคให้คนที่ต้องการอยู่ ส่วนมากก็เอาไว้เดินเครื่องจักรก่อสร้างซ่อมแซมน่ะ"

"อันนั้นฉันรู้ ก็ฉันไปอยู่มิดการ์มาพักนึงนี่นะ แต่ไม่เอาน่า เดินเตามาโคสักเตานึงไม่ได้จริงๆเหรอ? อย่าไปคิดว่ามันน่ากลัวนักสิ"
ยกโทษให้ฉันเถอะนะ บิ๊ก เวดจ์ เจสซี่...

"แถวนี้ขุดไปก็ไม่เจอมาโคหรอก ไลฟ์สตรีมเปลี่ยนทิศทางไปแล้ว"

"แกเช็คดูแล้วเหรอ?"

"เร้ดบอกฉัน ถ้าเขาพูดงั้นก็คงจริงแหละ"


แบเร็ตไม่รู้จะพูดอะไร ดวงดาวกำลังบอกไม่ให้ใช้มาโคอีกต่อไปงั้นเหรอ?

"ถ้าเราย้ายเตามาโคไปที่อื่นก็อีกเรื่องนึง แต่ก็ต้องหาที่ก่อนละนะ แล้วค่อยย้ายของไปให้หมด แค่เริ่มก็ไม่รู้จะย้ายกันยังไงแล้ว อย่าหวังว่าจะสำเร็จเลย"

"คงไม่เวิร์คนั่นแหละ"

"ฮื่อ ถ้าพลังงานมาโคสำรองหมดทุกอย่างก็จบ โลกก็จะกลับไปยุคถ่านหินเหมือนเดิม เราก็ต้องกลับไปนั่งรถจักรไอน้ำบุโรทั่งแบบเก่า กลับไปสมัยที่โชโคโบะเป็นโคตรอภิมหายานพาหนะขั้นเทพ คงไม่เลวเท่าไหร่หรอกเนอะ"

"งั้นแกจะไม่ลองงั้นสิ แกบอกว่าเราจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมงั้นเหรอ? เอาน่า ถึงเราจะผ่านอะไรมาเยอะแต่ที่เราควรทำก็แค่ไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดในอดีต ก็เท่านั้นเอง อยากกินน้ำก็ต้องหาแหล่งน้ำ ฉันไม่มัวมานั่งรอให้ฝนมันตกหรอกนะ"

"เพราะงั้นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือน้ำมัน"

"น้ำมันเรอะ? ไอ้ของหนืดๆไร้ค่านั่นอะนะ?"
สำหรับแบเร็ตที่ทำงานในเหมืองถ่านหิน เขารู้แค่ว่าน้ำมันมันมีไว้จุดตะเกียงเท่านั้นเอง

"เพราะมีมาโคถึงได้ไม่มีใครใช้น้ำมัน แต่จริงๆน้ำมันนี่แหละจะเป็นตัวเปิดศักราชใหม่ เรามีเครื่องจักรที่จะผลิตเชื้อเพลิงจากน้ำมันได้ตั้งหลายชนิด แต่พอมีการใช้มาโคเข้ามา พวกเทคโนโลยีทั้งหลายก็ถูกเอาไปใช้กับมาโคหมด น้ำมันเลยหายไปจากประวัติศาสตร์"

ซิดเล่าถึงเรื่องที่ทีมงาน ของเขาไปค้นข้อมูลเก่าๆและออกเดินทางสำรวจขุดเจาะแหล่งน้ำมัน โชคดีที่แหล่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองจรวดมากนัก ที่แหล่งขุดมีอุปกรณ์เก่าสำหรับขุดเจาะและกลั่นน้ำมันให้เป็นเบนซินที่จะพัง มิพังแหล่ พวกเขาได้ซ่อมแซมให้ใช้งานได้อีกครั้ง แต่กำลังผลิตเบนซินก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงต้องมองหาพลังงานทางเลือกใหม่โดยไม่ลดละความพยายาม แล้วพวกเขาก็นึกถึงน้ำมันเจ็ตที่น่าจะใช้เป็นพลังงานหลักได้ จึงทำการปรับปรุงเครื่องจักรให้ผลิตน้ำมันเจ็ตแต่ผลก็ออกมาไม่สู้ดีนัก

"แล้วพวกแกไปทำกันเมื่อไหร่เนี่ย..."

"พอคิดได้ก็ลงมือเลย"

"โห ซิด! เจ๋งไปเลยเพื่อน"

"ก็อย่างที่บอก เรามีข้อมูลเก่าอยู่ในมืออยู่แล้ว เราก็แค่ไปขุดเอาเทคโนโลยีเก่าๆมาใช้ตอนนี้เท่านั้นเอง"

"ถ้าพวกนายทำสำเร็จ ไม่ว่าจะออกมาเป็นอะไรก็คงจะสิ้นสุดยุคถ่านหินซะทีสินะ" แบเร็ตที่โตมาในเมืองอุตสาหกรรมถ่านหินพอรู้แบบนี้ก็ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี

"ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เราก็แค่มาเกิดในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อเท่านั้นเอง"

"มันดีหรือไม่ดีเนี่ย?"

"คิดซะว่าโชคดีที่มีโอกาสได้ลองอะไรใหม่ๆแล้วกัน"

"มันก็ใช่..."

"แต่มันแย่ตรงที่...."

"อะไรเหรอ?"

"ยิ่งลองมากก็ยิ่งเสียเวลามาก ว่ามะ?"




ซิดและแบเร็ตออกเดินทางจากเมืองจรวดไปทางตะวันออก ใช้เวลาครึ่งวันจึงถึงที่หมาย เซียร่าได้ออกมาต้อนรับพวกเขาทั้งสองคน

"ไง!" แบเร็ตทักทายด้วยความยินดีหลังไม่ได้พบเธอมานาน ดูเซียร่าไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย แต่แบเร็ตก็สังเกตเห็นสติ๊กม่าที่มือเธอ ดูท่าทางเซียร่าเองก็รู้ตัวเลยพยายามซ่อนมือไว้ใต้เสื้อโค้ท

"เจ็บหรือเปล่า?" ซิดถามห้วนๆ "อย่าหักโหมนักล่ะ"

เวลาของพวกเราเหลือน้อยลงทุกทีแล้วสินะ
แบเร็ตคิด

ซิดมองไปที่แท่นขุดเจาะเห็นเครื่องไม่เดิน "ทำไมมันถึงไม่..." แต่เซียร่าก็ตอบเสียก่อนซิดจะถามจบ "เราหยุดเครื่องตอนเช้า ปริมาณการผลิตมันลดลงเหลือแค่สิบเปอร์เซ็นต์จากตอนแรก เราเลยพักปั๊มไว้ก่อน"

ซิดทุบไหล่พลางบ่นอิดออด "วันแรกไม่ต้องปั๊มน้ำมันก็พุ่งขึ้นมาเองด้วยซ้ำ ทำเอาพวกเราตัวดำเมี่ยมกันไปหมด ตอนนั้นเราฮากันลั่นเลย"

แบเร็ตถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "ดวงดาวคงไม่ทอดทิ้งเราใช่ไหม?"

"ไม่หรอก"
เซียร่าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ดวงดาวมีทุกอย่างพร้อมสำหรับเราอยู่แล้ว ทั้งถ่านหิน, น้ำมัน, มาโค แล้วยังอาจมีอย่างอื่นที่เราไม่รู้จักอีก ตราบใดที่เราไม่ใช้มันผิดๆเราก็จะไม่เป็นไรหรอก ที่เรามีทุกอย่างก็เพราะดวงดาวห่วงใยพวกเรานะ ถึงยังไงไลฟ์สตรีมที่ไหลวนหล่อเลี้ยงดาวดวงนี้เองก็คือพลังงานชีวิตของคนที่ เคยอาศัยอยู่บนโลกนี้เช่นเดียวกับเรา"

พอได้ยินเซียร่าพูดแบบนั้นทั้งซิดและแบเร็ตก็คิดได้

เซียร่า เธอเป็นห่วงซิดอยู่ตลอดไม่ว่าจะตอนที่มีชีวิตหรือแม้แต่ตอนที่กลับคืนสู่ดวงดาวไปแล้ว ทั้งซิด หรือแม้แต่ตัวฉันเองก็เช่นกัน
แบเร็ตคิด

"เซียร่า...." ซิดพูดอะไรไม่ออก แล้วทุกคนก็เงียบไปพักใหญ่ๆก่อนที่ซิดจะถามขึ้น "เซียร่า แล้วเชื้อเพลิงเป็นไงมั่ง?"

"ใช้ได้ จริงๆก็ขึ้นกับประสิทธิภาพเครื่องยนต์ด้วย แต่อย่างน้อยก็น่าจะมากพอที่จะเอาเรือเหาะขึ้นบินวนรอบดาวได้รอบนึง ใช้ทดสอบเครื่องได้สบายๆ แล้วเธอคิดว่าไงล่ะ?"

"เครื่องยังไม่พร้อม เดินกี่ทีๆก็ไม่เวิร์คเลย ฟังนะเซียร่า..."

"มีอะไรเหรอ?"


ซิดเงียบไปพักหนึ่ง แบเร็ตเลยช่วยพูดแทน

"ซิดอยากให้เธอไปช่วยทำเครื่องยนต์หน่อยน่ะ ไหนๆทางด้านนี้ก็เรียบร้อยดีแล้ว ไปช่วยหมอนี่ตั้งลำหน่อยสิ"

"ได้สิ"
เซียร่ามองมายังซิด "ฉันจะไม่ยอมแพ้หรอกนะ"

แบเร็ตพูดต่อ "หลังจากทำเครื่องยนต์ได้แล้วก็ยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะนะ"

เซียร่ายิ้มตอบ




ทั้งสามคนมองไปยังแท่นขุดเจาะ ซิดถามแบเร็ตว่ารู้เรื่องบ่อน้ำมันบ้างหรือเปล่า

"ปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเถอะน่า!" ตอนนี้แบเร็ตไม่มีความลังเลอีกต่อไปแล้ว เฮ้ย ดวงดาว เอ้ย! ชีวิตทั้งหลายที่หล่อเลี้ยงดวงดาวอยู่น่ะ ฟังนะ ถ้าอยากลงทัณฑ์ฉันก็เอาสิ แต่ฉันจะสู้ให้ถึงที่สุด คนที่จะลงทัณฑ์ฉันได้มีแค่เจ้าพวกที่ยังมีชีวิตอยู่ข้างบนนี่เท่านั้นแหละ ฉันจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปด้วยการมองไปยังอนาคตข้างหน้า

แบเร็ตกลับมายังร้านของซากากิ เขาได้ทำแขนตามที่แบเร็ตขอไว้เรียบร้อย เป็นแขนที่ทำจากไม้และให้ความรู้สึกอบอุ่นสามารถประกอบเข้ากับแขนได้ตรงๆโดย ไม่ต้องติดอะแดปเตอร์เหมือนอุปกรณ์กลอื่นๆ แบเร็ตมองแขนแล้วเงยมองซากากิ  "ฉันจะต้องออกเดินทางต่อไป ไปยังที่ๆมีน้ำมัน  บางทีอาจต้องไปยังที่อันตรายที่ไม่มีมนุษย์คนไหนเคยไปมาก่อนและอาจต้องสู้ กับมอนสเตอร์อีก เพราะงั้นฉันยังต้องใช้อาวุธอยู่ ไม่ใช่แค่ปกป้องตัวเอง ฉันไม่มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะหนีจากการต่อสู้ไปได้ แต่ถ้าหากฉันต่อสู้แล้วทำให้คนอื่นไม่จำเป็นต้องจับอาวุธสู้ละก็ ฉันยินดีสู้จนถึงที่สุด"

พอได้ฟังแบเร็ตยืนยันแบบนั้นซากากิ ก็เดินกลับไปหยิบของห่อหนึ่งออกมา พอเปิดดูก็พบแขนเทียมเก่าจนมีสนิมจับ มันทำจากโลหะอย่างปราณีตจนดูเหมือนจะขยับนิ้วได้ด้วยซ้ำ

"ถ้าฝึกดีๆใช้มันเขียนหนังสือยังได้เลย จะใช้ยังไงก็เรื่องของแก"

"นี่มัน...."

"เป็นค่าตอบแทนที่ช่วยงานหลานฉันน่ะ แต่ถ้าตอนนี้แกยังไม่อยากได้ฉันก็จะเก็บมันไว้ก่อน"

"ขอโทษด้วยนะ คุณอุตส่าห์ลำบากทำขึ้นมาแท้ๆ"

"เปล่าๆ อันนี้ฉันทำไว้ให้แกตั้งหลายปีแล้ว ถ้าเรื่องมันจบลงแล้วก็กลับมาเอาได้นะ ฉันจะขัดให้ใหม่เอี่ยมเลย"





หลังออกจากร้านและเดินมาสักพักแบเร็ตก็คิด "เราน่าจะเขียนจดหมายไปหามาร์ลีนนะ หรือโทรไปดี...ไม่สิ! ถ้าเรื่องมันจบสิ้นลงแล้วฉันจะกลับมาที่นี่แล้วเขียนจดหมายด้วยแขนที่ลุงทำ ให้ และฉันจะเอาจดหมายไปมอบให้มาร์ลีนด้วยตัวเอง" ตอนนี้แบเร็ตอยากจะตะโกนให้ลั่นอีกครั้ง

"ฉันมาแล้ว!"
 
 
 

จบเรื่องราวของแบเร็ต 


Web Content by Shiryu
This site is best viewed in Firefox with a resolution of 1024x786